วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2555

10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวโรแมนติกที่สุดในโลก

ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่ท่องเที่ยวโรแมนติก
 อันดับที่ 10. Colmar ประเทศฝรั่งเศส เมือง Colmar ถูกจัดให้เป็นเมืองที่มีความโรแมนติก เมืองหนึ่ง ของประเทศฝรั่งเศส และเป็นสถานที่ที่คู่รัก มักจะให้คำสัญญาในความรักระหว่างกันและกัน สิ่งที่น่าประทับใจในเมือง Colmar ก็คือ ไร่องุ่นจำนวนมาก เคียงคู่ไปกับอุตสาหกรรมการผลิตไวน์ชั้นเยี่ยม และบรรยากาศ ที่สวยงาม สถาปัตยกรรมของอาคารบ้านเรือนเก่าแก่ ช่วยทำให้เมือง Colmar เป็นอีกหนึ่งในสถานที่โรแมนติกในฝัน
ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่ท่องเที่ยวโรแมนติก
 อันดับที่ 9. Paris ประเทศฝรั่งเศส เมืองปารีส มีสมญานามว่า “สวรรค์แห่งความโรแมนติก” (Heaven of Romantic) ดังที่ สถานที่แห่งนี้ เหมาะเป็นอย่างยิ่งที่คุณและคนรัก จะสารภาพ “รักนิรันดร์” ระหว่างกันและกัน สิ่งที่น่าประทับใจในเมืองปารีส อย่างเช่น พิพิธภัณฑ์ Le Louvre (พิพิธภัณฑ์ ที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมมากที่สุดในโลก) หอไอเฟล ,โรงแรม Disney Land Resort ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Centre Pompidou และสถานที่สวยงามอื่น ๆ อีกมากมาย การไปเที่ยว กับคนรักที่ปารีส หากจัดสรรเวลาให้ดีก็จะคุ้มค่ามาก และสถานที่แห่งนี้จะเก็บความโรแมนติก อยู่ในใจของคุณไปอีกนานแสนนาน
ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่ท่องเที่ยวโรแมนติก
 อันดับที่ 8.Venice ประเทศอิตาลี หากคุณกำลังมองหาสถานที่ ที่จะเอ่ยกับคนรักว่า เขาหรือเธอ เป็นคนที่มีค่ามากที่สุดในชีวิต Venice ก็คือ คำตอบสุดท้ายสำหรับคุณ! เมือง Venice มีชื่อเสียงโด่งดังในด้าน สุดยอดสถาปัตยกรรม และยังมีหลายสถานที่โรแมนติก เช่น สะพานเก่าแก่ Ponte dei Sospiri, จตุรัส Piazza San Marco ที่ได้รับสมณานามว่า “ห้องจิตรกรรมของยุโรป” (The - drawing room of Europe) และคลองในตัวเมือง “Canale Grande” ทั้งหมดนี้จะสร้าง ความโรแมนติก ระดับหรูหรา ให้กับคนรักและตัวคุณ
ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่ท่องเที่ยวโรแมนติก
 อันดับที่ 7. Schloss Neuschwanstein ประเทศเยอรมันนี สถานที่ที่ผสมผสาน ความสวยงามตามธรรมชาติ เข้ากับจินตนาการ และความสร้างสรรค์ของมนุษย์ ได้อย่างลงตัว เมือง SchlossNeuschwanstein มีความสวยงาม ราวกับเป็นสวรรค์บนพื้นโลก รายล้อมไปด้วยทิวทัศน์อันสวยงาม ปราสาทเก่าแก่อายุ 100 กว่าปี (สร้างปี 1899) ซึ่งเยอรมัน ได้ถูกกล่าวขานว่า เป็นอีกประเทศหนึ่ง ที่มีปราสาทสวยงามที่สุดในยุโรป
ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่ท่องเที่ยวโรแมนติก
 อันดับที่ 6. Vienna ประเทศออสเตรีย เมือง Vienna ในประเทศออสเตรีย เป็นอีกสถานที่ที่มีคู่รักจากทั่วทุกมุมของโลก แวะเวียนมาเยี่ยมชมความสวยงาม สิ่งที่ขึ้นชื่อของเมืองนี้คือ สุดยอดสถาปัตยกรรม และสุดยอดผลงานเพลงศิลปะ และพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก พระราชวัง Schoenbrunn, พระราชวัง Belvedere, พระราชวัง The Hofburg Imperial และพิพิธภัณฑ์นักจิตวิทยาผู้โด่งดัง Sigmund Freud
ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่ท่องเที่ยวโรแมนติก
 อันดับที่ 5. Monte Carlo ประเทศโมนาโค เมือง Monte Carlo ยังเป็นอีกหนึ่งสถานที่โรแมนติก ที่คุณจะได้สื่อความรัก ไปยังคนรักของคุณ เมืองนี้ตั้งอยู่ที่ตีนของเทือกเขาแอลป์ และเป็น สถานที่ที่มีเรื่องราวของความรัก ก่อกำเนิดขึ้นมากมาย สิ่งที่น่าสนใจของเมือง Monte Carlo คือบ่อนคาสิโนเลื่องชื่อ (Monte Carlo Casino) พิพิธภัณธ์ทางทะเล, พิพิธภัณฑ์ประจำชาติ และพระราชวัง Prince
ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่ท่องเที่ยวโรแมนติก
 อันดับที่ 4. Prague สาธารณรัฐเช็ก อีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ สำหรับสถานที่โรแมนติก ก็คือ เมือง Prague ของสาธารณรัฐเช็ก สถานที่แห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องอาหารอร่อย วัฒนธรรม และปราสาทเก่าแก่ ผู้คนที่มีมิตรไมตรี และสุภาพอ่อนโยน เมือง Prague เป็นสถานที่เกิดของนักดนตรีระดับโลก อย่าง Mozart และมีชื่อเสียง ในเรื่องของทางเดินอันสวยงามในเมือง ที่คู่รักสามารถใช้เวลาเดินเล่นด้วยกัน
ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่ท่องเที่ยวโรแมนติก
 อันดับที่ 3. New York ประเทศสหรัฐอเมริกา เมือง New York เหมาะสำหรับคู่รัก ที่กำลังมองหาสถานที่ที่จะใช้ ช่วงเวลาแห่งความรัก และความโรแมนติก ในหลากหลายรูปแบบ ร้านอาหาร และร้านค้าจำนวนมาก และสถานที่น่าสนใจอื่น ๆ เช่น สถานีรถไฟ Grand Central Terminal, อนุสาวรีย์เทพีสันติภาพ และสวนหย่อมขนาดใหญ่ Central Park (มีกิจกรรมคอนเสิร์ต, มีลานสเก็ตน้ำแข็ง)
ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่ท่องเที่ยวโรแมนติก
 อันดับที่ 2. Cairo ประเทศอียิปต์ เมือง Cario ก็ได้รับการกล่าวขานว่า เป็นสวรรค์บนโลกเช่นเดียวกัน (โดยเฉพาะสำหรับคู่รัก) ความงดงามและมนต์เสน่ห์ที่อยู่ในตัวเมือง คือแรงดึงดูด ให้คู่รักเดินทางมาใช้เวลาท่องเที่ยวที่นี่ด้วยกัน และปิรามิด ก็คือสิ่งที่พิเศษที่สุด ท่ามกลางความสวยงามในตัวเมือง
ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่ท่องเที่ยวโรแมนติก
 อันดับที่ 1. Mauritius Island มหาสมุทรอินเดีย สถานที่แห่งนี้ ได้รับการกล่าวขานว่า “ปลายทางสุดท้าย ที่โรแมนติกมากที่สุด” (Ultimate Romantic Destination) เกาะ Mauritius มีชื่อเสียง อย่างมาก ในหมู่คู่รักที่จะมาท่องเที่ยว หรือคู่รักที่จะมาฮันนีมูน ต้นปาล์มมากมายที่เคลื่อนที่พริ้วไหว ไปตามสายลม บรรยากาศที่สวยงามตามธรรมชาติ แนวหินปะการัง และท้องทะเลสีฟ้า เป็นส่วนหนึ่งในอีกหลาย ๆ สิ่ง ที่ทำให้สถานที่แห่งนี้สวยงามจนยากที่จะลืมเลือน

รายชื่อ 10 อันดับ เมืองที่มหาเศรษฐีอยู่มากที่สุด

  1. มอสโก ประเทศรัสเซีย จำนวน 78 คน มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด 3.33 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ย 4.28 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน




               2. นิวยอร์กซิตี้ สหรัฐอเมริกา จำนวน 57 คน มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด 2.28 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ย 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน 





               3. ลอนดอน ประเทศอังกฤษ จำนวน 39 คน มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด 1.33 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ย 3.43 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน 




               4. ฮ่องกง ประเทศจีน จำนวน 38 คน มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด 1.54 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ย 4.07 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ ต่อคน 




               5. อิสตันบูล ประเทศตุรกี จำนวน 30 คน มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด 4.87 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ย 1.62 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน 




               6. เซา เปาโล ประเทศบราซิล จำนวน 19 คน มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด 8.82 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ย 4.64 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน




               7. โซล ประเทศเกาหลีใต้จำนวน 19 คน มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด 4.53 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ย 2.38 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน




               8. มุมไบ ประเทศอินเดีย จำนวน 18 คน มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด 8.38 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ย 4.66 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน 




               9. ซาน ฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา จำนวน 18 คน มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด 3.67 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ย 2.04 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน 




               10. ดัลลัส สหรัฐอเมริกา จำนวน 17 คน มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด 5.17 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ย 3.04 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน



วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Rue de siam

Rue de siam

                                    
    The Rue de Siam (or Siam Street) is the main arterial street of Brest. Its name comes from the arrival of three ambassadors led by Kosa Pan, sent by the King of Siam on the 29th of June 1686 to meet Louis XIV in Versailles. They went with six mandarins, three translators, two secretaries and a retinue of servants, loaded with presents. They traveled on the boats l'Oiseau and La Maligne.
They crossed Saint-Pierre Street to go to the hostel of the same name. The inhabitants were so amazed that they renamed the street. The street was quite narrow before World War II.
The Rue de Siam is quoted by Jacques Prévert in his poem Barbara.

Location

From the Place de la Liberté, in the centre of Brest, the Rue de Siam runs southwest to the Recouvrance Bridge, spanning the river PenfeldRecouvrance is a working-class district, from old Brest, in contrast to the Rue de Siam where there were all the chic stores and cafés of Brest, in the years 1950-60.
There used to be l’Épée Café on the right and Les Antilles Restaurant on the left. Midshipmen and officers from all nationalities used to have an aperitif at l’Épée and then, cross the Rue de Siam to have supper at Les Antilles.

The Arc de Triomphe

ประตูชัยฝรั่งเศส (The Arc de Triomphe) เป็นอนุสรณ์สถานที่สำคัญในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่กลางจัตุรัสชาร์ลส์ เดอ โกลล์ (Place Charles de Gaulle) หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม จัตุรัสแห่งดวงดาว อยู่ทางทิศตะวันตกของชองป์-เซลิเซ่ส์ ประตูชัยแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นการสดุดีวีรชนทหารกล้าที่ได้ร่วมรบเพื่อประเทศฝรั่งเศส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสงครามนโปเลียน และในปัจจุบันยังเป็นสุสานของทหารนิรนามอีกด้วย
ประตูชัยฝรั่งเศส
ภาพประตูชัยฝรั่งเศสในยามค่ำคืน
ประตูชัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของ "แนวเส้นตรงทางประวัติศาสตร์" (L'Axe historique) ซึ่งเป็นถนนเส้นตรงจากสวนพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ไปยังชานเมืองปารีส ประตูชัยแห่งนี้ออกแบบโดยฌอง ชาลแกร็งในปี พ.ศ. 2349 โดยมียุวชนเปลือยชาวฝรั่งเศสกำลังต่อสู้กับทหารเยอรมัน เต็มไปด้วยเคราและใส่เกราะเป็นสัญลักษณ์เพื่อเป็นการปลุกใจ และเป็นอนุสรณ์สถานจนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 1
ประตูชัยฝรั่งเศสมีความสูง 49.5 เมตร กว้าง 45 เมตร และลึก 22 เมตร เป็นประตูชัยที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน แบบของประตูชัยฝรั่งเศสนี้ได้แนวความคิดมาจากประตูชัยไตตัส ประตูชัยฝรั่งเศสมีความใหญ่มาก เพราะหลังจากมีการสวนสนามในปรุงปารีสเมื่อปี พ.ศ. 2462 ชาร์ลส์ โกดฟรัว ได้ขับเครื่องบินนีอูปอร์ต (Nieuport) ผ่านกลางประตูชัยฝรั่งเศสเพื่อเป็นการสดุดีเหล่าทหารอากาศที่ได้เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1
[IMG00779:R] ประตูชัยฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในอนุสรณ์สถานที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงปารีส ได้ถูกมอบหมายให้สร้างในปี พ.ศ. 2349 หลังจากจักรพรรดินโปเลียนที่ 1ได้รับชัยชนะในยุทธการเอาสเตอร์ลิทซ์ กว่าจะวางรากฐานของการก่อสร้างก็ใช้เวลาเกือบ 2 ปีไปแล้ว และในปี พ.ศ. 2353 เมื่อจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 เสด็จกรุงปารีสจากทางทิศตะวันตกพร้อมด้วยเจ้าสาว อาร์คดัชเชสมารี หลุยส์แห่งออสเตรีย ประตูชัยฝรั่งเศสก็ถูกสร้างขึ้นด้วยไม้ในแบบจำลองเท่านั้นเอง สถาปนิกฌอง ชาลแกร็งได้เสียชีวิตลงในปี พ.ศ. 2354 ดังนั้นอูยงจึงได้ดูแลงานนี้ต่อมา ในช่วงราชวงศ์บูร์บงฟื้นฟู การก่อสร้างได้หยุดชะงักลงและไปเสร็จสิ้นในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์-ฟิลิปป์ ในระหว่าง พ.ศ. 2376 - พ.ศ. 2379 โดยสถาปนิกคือกูสต์ ต่อมาคืออูโยต์ ภายใต้การดูแลของหลุยส์-เอเตียนน์ เอริการ์ต เดอ ตูรี (Louis-Étienne Héricart de Thury)
การออกแบบ
ตั้งแต่การล่มสลายของจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ในปี พ.ศ. 2358 แล้ว ประตูชัยได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติ ซึ่งได้มีการเฉลิมฉลองกันในปีเดียวกันนั้นด้วย
แบบของประตูชัยนั้น ฌอง ชาลแกร็งเป็นผู้ออกแบบ ในรูปแบบศิลปะคลาสสิคใหม่ ที่ได้ดัดแปลงมาจากสถาปัตยกรรมโรมันโบราณ ช่างแกะสลักที่สำคัญของประเทศฝรั่งเศสนั้นก็ได้มีส่วนร่วมในรูปแกะสลักของประตูชัยฝรั่งเศสด้วย เช่น ฌอง-ปีแอร์ กอร์โตต์, ฟรองซัวส์ รูด, อองตวน เอเตกซ์, เจมส์ ปราดีเยร์และฟิลิปป์ โฌเซฟ อองรี ลาแมร์ รูปแกะสลักที่สำคัญไม่ได้เป็นลวดลายยาวบนกำแพง แต่เป็นรูปแกะสลักลอยตัวที่เป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะติดกับตัวประตูชัย
รูปแกะสลัก 4 กลุ่มบริเวณฐานประตูชัยที่สำคัญ ได้แก่ : Le Départ de 1792 (เรียกว่า La Marseillaise) โดยฟรองซัวส์ รูด
Le Triomphe de 1810 โดยฌอง-ปีแอร์ กอร์โตต์
La Résistance de 1814 โดยอองตวน เอเตกซ์
La Paix de 1815 โดยอองตวน เอเตกซ์
การดูแลรักษา
ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1960 ประตูชัยฝรั่งเศสได้มีสีดำขึ้น เนื่องจากถูกเขม่าถ่านหิน ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2508 - พ.ศ. 2509 ประตูชัยได้ถูกทำความสะอาดโดยเครื่องพ่นทราย ในปัจจุบันคราบสีดำเริ่มก่อตัวขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง
การเข้าชม
การเข้าสู่ประตูชัยด้วยการเดินเท้านั้นคือผ่านทางเดินใต้ดิน ถ้าเดินข้างบนมักจะไม่ปลอดภัยเนื่องจากจราจรอันคับคั่งบริเวณจัตุรัสชาร์ลส์ เดอ โกลล์ ประตูชัยจะมีลิฟต์ 1 ตัว นักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นบันได 284 ขั้นเพื่อขึ้นสู่ยอดประตูชัยหรือสามารถขึ้นลิฟต์ดังกล่าวและขึ้นบันไดอีก 46 ขั้นได้เหมือนกัน บนยอดของประตูชัยเป็นสถานที่ชมวิวได้สวยที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงปารีส เนื่องจากสามารถเห็นถนนใหญ่ 12 สายมาบรรจบกันยังประตูชัย (จัตุรัสชาร์ลส์ เดอ โกลล์) ได้ด้วย นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นรถไฟฟ้าแอร์เออแอร์หรือรถไฟฟ้าปารีสได้ โดยลงที่สถานีชาร์ลส์ เดอ โกลล์-เอตวล

เลขโรมัน

I  =  ๑
II = ๒
III = ๓
IV = ๔
V = ๕
VI = ๖
VII = ๗
VIII = ๘
IX = ๙
X = ๑๐
XI = ๑๑
XII = ๑๒
XIII = ๑๓
XIV = ๑๔
XV = ๑๕
XVI = ๑๖
XVII = ๑๗
XVIII = ๑๘
XIX  =  ๑๙
XX =  ๒๐
XXX =  ๓๐
XL =  ๔๐
L = ๕๐
LX = ๖๐
LXX = ๗๐
LXXX = ๘๐
XC = ๙๐
C = ๑๐๐
CC = ๒๐๐
CCC = ๓๐๐
CD = ๔๐๐
D = ๕๐๐
DC = ๖๐๐
DCC = ๗๐๐
DCCC = ๘๐๐
CM = ๙๐๐
M = ๑,๐๐๐
MM = ๒,๐๐๐
Y2K คืออะไร
                ปัญหาปี ค.ศ.2000 คือ ปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับระบบคอมพิวเตอร์และ เครื่องมือทุกชนิดที่มีส่วนการควบคุมการทำงานที่เรียกว่า Microprocesser การ ทำงานต่าง ๆ มีการคำนวณ เกี่ยวกับวันที่และเวลาในตัวของ Microprocesser ซึ่งอุปกรณ์ชิ้นส่วนนี้เราเรียกว่า RTC (Real Time Clock) หากอุปกรณ์ใดที่ไม่มี การใช้วันที่และเวลา ก็จะมีผลกระทบน้อยหรืออาจไม่มีผลกระทบจากปัญหาปี ค.ศ .2000 เลย
                เมื่อเราใช้วันที่และเวลาในการคำนวณหาค่าต่าง ๆ เช่น ดอกเบี้ย เงินฝาก การ ประกันภัย หากมีการคำนวณผิดพลาดขึ้นมาก็จะมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ และขาดความเชื่อถือจากลูกค้าธนาคาร การดำเนินการทางธุรกิจก็จะขาดความ เชื่อมั่นซึ่งมีผลเสียที่รุนแรงต่อระบบธุรกิจ
                อย่างไรก็ดี ปัญหาปี 2000 เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความเชื่อถือของระบบ และหาก ปัญหานั้นเกี่ยวกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ยิ่งต้องสร้างความน่าเชื่อถือแบบ ร้อยเปอร์เซนต์ จึงทำให้การดำเนินการแก้ปัญหาปี 2000 เป็นเรื่องยากขึ้น เพราะ ต้องสร้างความเชื่อถือทุกระดับ
                โดยดั้งเดิมนั้นมีคอมพิวเตอร์และโปรแกรมทั้งโปรแกรมระบบและโปรแกรมใช้งาน หลายระบบมีโครงสร้างการเก็บ จำนวนปีเพียง 2 หลักท้าย เช่น 89 แทน 1989 ทั้งนี้อาจเป็นเพื่อ ประหยัดเนื้อที่เก็บข้อมูลหรือประหยัดเวลาในการกรอก ข้อมูล และในบางครั้งก็อาจเป็นผล เนื่องมาจากความคิดไม่ถึง ดังนั้นเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 1999 ผ่านพ้นไป ข้อมูลที่กำหนดหรือ ป้อนเข้าไปใหม่ด้วย คศ.เพียง 2 หลัก คือ 00 ซึ่งควรหมายถึง คศ.2000 นั้นอาจถูกคอมพิวเตอร์ ตี ความว่าเป็นปีคศ.1900 ได้ ดังนั้น หากมีการประมวลผลบางประการ เช่น คิดอายุของบุคคล ผู้ที่ เกิดเมื่อ 1 มกราคม 1975 จะมีอายุจากการคำนวณ (วันเดือนปีปัจจุบัน ลบด้วย วันเดือนปีเกิด) ให้ ผลเป็น -75 ปี (อีก 75 ปีจึงจะเกิด)
                หากเป็นโปรแกรมที่มีการตรวจสอบข้อมูลผิดพลาดอาจรายงานว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือบางโปรแกรมที่ไม่ได้ ตรวจ สอบก็จะแสดงอายุ -75 ปีออกมา การคิดสวัสดิการ เงินตอบแทน จากการทำงานก็ดี การคิดดอกเบี้ยเงินกู้หรือ เงินฝากก็ดี ก็อาจเกิดความผิดพลาดได้ทั้งสิ้น สาเหตุ ของการเกิดปัญหามีได้หลายประการ เช่น เกิดจากโครงสร้างฮาร์ดแวร์ โปรแกรมระบบเช่น Operating System โปรแกรมใช้งานต่างๆ โครงสร้างฐานข้อมูล ฯล
                ในด้านฮาร์ดแวร์ ปัญหาสำคัญอยู่ที่วงจรและโครงสร้างการเก็บข้อมูลวันที่ที่ถูกสร้างขึ้น อัตโนมัติ ในระบบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ควบคุม จะมีวงจรสร้างวันที่และเวลา ซึ่งจะเดินอยู่ ตลอดเวลาสร้างวันที่และเวลาอัตโนมัติ เพื่อให้โปรแกรมใช้งานได้ใช้อ่านเพื่อนำไปประมวลผล หากวงจรดังกล่าวสร้างโครงสร้างของปีคศ.เพียง 2 หลัก ก็จะทำให้ วันที่ที่โปรแกรมจะได้รับนั้น เป็นสองหลักด้วย ปัญหาจากฮาร์ดแวร์เช่นนี้ จะส่งผลทั้งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และเครื่องมือหรือ อุปกรณ์อื่นๆ เช่น เครื่องอ่านบัตรลงเวลา เครื่องชุมสายโทรศัพท์ที่มีการบันทึกวันเวลาที่โทรเข้า -ออกเครื่องมือ หรือเครื่องควบคุมที่ต้องทำการซ่อมบำรุงหรือปรับแต่งเป็นระยะ อาจมีสัญญาณ เตือนเมื่อเกิดเงื่อนไขเวลาผิดปกติไป ปัญหาที่เกิดจากโปรแกรมระบบเช่น Operating System (OS.) เนื่องมาจากโปรแกรม Operating System (ตัวอย่าง เช่น MS.-DOS , Windows , Novell Netware , UNIX ฯลฯ) เป็นโปรแกรมตัวกลางระหว่าง โปรแกรมใช้งานกับกลไกด้านฮาร์ดแวร์ นั้น ส่วนหนึ่งได้แก่เรื่องของการดึงข้อมูลเวลา ซึ่งโปรแกรมต่างๆ เมื่อต้องการเวลาจะไม่ได้อ่าน จากวงจรฮาร์ดแวร์ของคอมพิวเตอร์ โดยตรง แต่จะอ่านผ่านโปรแกรม OS. โปรแกรม OS. ยังเป็น ส่วนที่จัดการกับการเก็บข้อมูลระบบไฟล์ด้วย
                ซึ่งเมื่อมีการบันทึกข้อมูลลงไฟล์ หรือแก้ไขไฟล์ข้อมูล OS.จะบันทึกเวลาที่ไฟล์ถูกบัน ทึกใหม่หรือแก้ไขล่าสุด ด้วย อีกประการหนึ่งคือOS. บางระบบ โดยเฉพาะสำหรับ เครื่องที่ บริการผู้ใช้หลายคน ก็จะมีข้อมูลเกี่ยวกับเวลาใช้งานของผู้ใช้ ในบางระบบจะคำนวณ เวลาที่ผู้ ใช้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อคิดค่าเช่าเวลาประมวลผล ดังนั้นหาก OS. เหล่านี้มีได้เตรียมโครง สร้างของข้อมูลเกี่ยวกับ วันที่ และวิธีการประมวลผล ให้สามารถรองรับปี คศ.จำนวน 2 หลัก แล้ว ก็จะเป็นตัวต้นเหตุก่อให้เกิดปัญหาขึ้นอย่างแน่นอน
                โปรแกรมสำหรับใช้งาน หรือที่เรียกว่า Application โปรแกรมที่ใช้ตามวัตถุประสงค์ ต่างๆ นั้นก็เป็นต้นเหตุที่สำคัญ โปรแกรมใช้งานปัจจุบันมีทั้งโปรแกรมสำเร็จรูปที่มีวัตถุ ประสงค์ใช้งานได้กว้างๆ เช่นโปรแกรมพิมพ์งาน หรือ Word Processor โปรแกรมคำนวณ Spread Sheet ฯลฯ โปรแกรมสำเร็จที่ใช้เฉพาะงานเช่น โปรแกรมบัญชี โปรแกรมระบบการผลิต โปรแกรมควบคุมคลังสินค้า ฯลฯ โปรแกรมที่สร้างเฉพาะกับหน่วยงานต่างๆ โปรแกรมในทุก ประเภทมักหนี ไม่พ้นที ่ต้องมีการใช้ข้อมูลวันที่ ทั้งในการเก็บข้อมูล การคำนวณข้อมูลซึ่งข้อมูล ที่ใช้ก็อาจเป็นข้อมูลที่ ป้อนเข้าโดยผู้ใช้โปรแกรมหรืออาจเป็นข้อมูลวันที่ที่สร้างขึ้นจากวงจร คอมพิวเตอร์ บางโปรแกรมอาจเขียนขึ้นจากภาษาที่ มีการกำหนดรูปแบบข้อมูลได้เองเช่นใน ภาษาโคบอลที่ใช้กันมากในงานธุรกิจ ข้อมูลวันที่เป็นข้อมูลที่ผู้เขียนโปรแกรมต้องกำหนด จำนวนหลักเอง หรือบางครั้งบางโปรแกรมอาจตั้งโครงสร้างการเก็บข้อมูลวันที่เป็นการเก็บคศ .เต็ม 4 หลัก แต่ในการรับเข้าข้อมูลอาจกำหนด ช่องให้ป้อน คศ. เพียง 2 หลักโปรแกรมจะเติม 19 นำหน้าเอง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้จะได้ป้อนตัวเลขน้อยๆ เช่นโปรแกรมที่สร้างจาก FoxPro ผู้เขียนโปรแกรมมักกำหนด Option Century Off คือไม่ต้องรับและแสดงหลักคศ. 2 หลัก หน้า
                ดังนั้นข้อผิดพลาดในโปรแกรม Application โดยสรุปอาจเกิดจาก การกำหนดโครง สร้างข้อมูล การสร้างส่วนป้อนเข้าข้อมูลแสดงผล หรือแม้แต่ส่วนการรับถ่ายทอดข้อ มูลกับโปรแกรมอื่นๆ วิธีการคำนวณหรือการประมวลผลที่เกี่ยวกับวันที่และช่วงเวลา และยัง ขึ้นกับ โปรแกรมบริหารฐานข้อมูลอีกด้วย โปรแกรมมากมายในปัจจุบันสร้างให้เป็นโปรแกรมที่ ใช้ระบบฐานข้อมูล Database system ซึ่งโปรแกรมใช้งานจะทำหน้าที่เพียงส่วนของการ ประมวลผล แต่การเก็บข้อมูลในอุปกรณ์บันทึกข้อมูล เช่นดิสก์ เป็นหน้าที่การจัดการของ โปรแกรมบริหารฐานข้อมูล (Database Management System-DBMS.)
                ดังนั้นโปรแกรมบริหารฐานข้อมูลและโครงสร้างฐานข้อมูลก็ เป็นอีกส่วนหนึ่งที่อาจก่อ ให้เกิดปัญหาด้านวันที่ปี 2000ได้เช่นกันและโดยเฉพาะ ในระบบฐานข้อมูลก็มักจะมีข้อมูลวันที่ ที่ระบบฐานข้อมูลนั้นจัดเตรียมให้โดยเฉพาะ ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า มีการส่งสัญญาณเตือน ให้มีการตระหนักมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง เกี่ยวกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากปี 2000 ในปัจจุบัน จึงมีแหล่งข้อมูลความรู้ให้ศึกษาเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวอยู่มาก และมีการจัดประชุมสัมมนา เกี่ยวกับวิกฤติปัญหานี้ เช่นกัน
วิธีเตรียมการแก้ปัญหา
                1. การวางแผนและกระตุ้นความสนใจ (พ.ศ .2538-2539) ท ให้ความรู้กับประชาคม โดยได้มีการสร้าง โฮมเพ็จและเอกสาร บนเครือข่ายนนทรีในเรื่อง ปัญหา ปี 2000 เพื่อให้ความรู้และกระตุ้นให้เกิด ความสนใจ ท ให้ข้อมูลและความรู้ ซึ่งได้มีการจัดทำเอกสาร เผยแพร่ สิ่งพิมพ์ โดยร่วมไปกับเอกสารเผยแพร่ ต่าง ๆ ของ มหาวิทยาลัยในหน่วยงานต่าง ๆ ท การสร้างความสนใจในหมู่ผู้บริหาร มีการเผย แพร่และให้ความรู้ใน ระดับผู้บริหาร ท การสร้างแผนการดำเนินการ มีการกำหนดแผน การดำเนินการโดยมี สำนักบริการคอมพิวเตอร์ เป็นผู้ดำเนินการหลัก
                2. สำรวจปัญหา (2540-2541) ทำการสำรวจปัญหา ต่าง ๆ ในเรื่องอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์หลักของมหาวิทยาลัย และฮาร์ดแวร์อื่น ๆ ที่กระจายอยู่ในมหาวิทยาลัย รวมทั้ง สำรวจปัญหาเกี่ยวกับระบบงานและระบบปฏิบัติการต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย ซึ่งในการนี้สำนักบริการ คอมพิวเตอร์ได้ ออกแบบสำรวจเครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟท์แวร์ และระบบงาน ต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย ตั้งแต่ปี 2541 เพื่อจะได้กำหนดนโยบายในการแก้ปัญหาต่อไป
                3. กำหนดโครงงานแก้ปัญหา ปี 2000 (2541) มหาวิทยาลัยได้กำหนดโครงการ ในการ แก้ปัญหาปี ค.ศ.2000 อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมีโครงงาน ที่ดำเนินการประกอบด้วย ท โครงการแก้ปัญหาระบบข้อมูลบริหารของ มหาวิทยาลัย ท โครงการระบบมาตรฐานการเชื่อมโยงระบบงาน ลงทะเบียนเรียนแบบออนไลน์ ท โครงการแก้ปัญหาเซิร์ฟเวอร์หลักของ มหาวิทยาลัยทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ท โครงการสัมมนาวิธีการแก้ปัญหา Y2K ท โครงการแก้ปัญหาเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยว ข้องกับ Y2K
                4. การทดสอบระบบ (พ.ศ.2542) มหาวิทยาลัย ได้เตรียมการให้ปี ค.ศ.1999 เป็นปีของ การทดสอบระบบงาน ซึ่งการทดสอบระบบงานนี้จะ เน้นกับงานทุกระบบที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัย เน้นการ ทดสอบอุปกรณ์และแก้ไขปัญหาในการเชื่อมโยง
                5. มาตรการฉุกเฉินในปี พ.ศ.2543 การดำเนินการ ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2000 อาจจะมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด มหาวิทยาลัยได้เตรียมแผนการฉุกเฉินไว้ดังนี้ ท เตรียมการแก้ไขฉุกเฉินทางเทคนิค ท เตรียมการสนับสนุนเทคนิคหน่วยงานต่าง ๆ ใน มหาวิทยาลัย

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2554

  
ตำนานวันคริสต์มาส

          คำว่า "คริสต์มาส" เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Christmas มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes Maesse ที่แปลว่า "บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า" ซึ่งพบครั้งแรกในเอกสารโบราณที่เป็นภาษาอังกฤษในปี ค.ศ. 1038 และในปัจจุบันคำนี้ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas

          เทศกาล Christmas หรือ X’Mas ตรงกับวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งวันที่ 25 ธันวาคมนั้นเป็นวันประสูติของพระเยซู ศาสดาแห่งศาสนาคริสต์ โดยพระองค์ประสูติที่เมืองเบ็ธเลเฮ็มและเติบโตที่เมืองนาซาเรท ซึ่งปัจจุบันคือประเทศอิสราเอล ตามหลักฐานในพระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่า พระเยซูเจ้าประสูติในสมัยที่จักรพรรดิซีซาร์ ออกุสตุส แห่งจักรวรรดิโรมัน ซึ่งทรงสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โดยฝ่ายคีรีนิอัส เจ้าเมืองซีเรียก็รับนโยบายไปปฏิบัติให้มีการจดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งอาณาเขต แต่ในพระคัมภีร์ ไม่ได้ระบุว่า พระเยซูประสูติวันหรือเดือนอะไร

           ด้านนักประวัติศาสตร์ก็มีความเห็นที่ต่างออกไปโดยได้วิเคราะห์ว่า เดิมทีวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันที่จักรพรรดิเอาเรเลียนแห่งโรมัน กำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยะเทพ ตั้งแต่ปี ค.ศ.274 ชาวโรมันซึ่งส่วนใหญ่นับถือเทพเจ้าฉลองวันนี้เสมือนว่า เป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วย เพราะจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์ แต่ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมัน รวมถึงชาวโรมันที่เปลี่ยนไปนับถือคริสต์อึดอัดใจที่จะฉลองวันเกิดของสุริยเทพ จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูซึ่งเปรียบเสมือนความสว่างของโลก และเหมือนดวงจันทร์เป็นความสว่างในตอนกลางคืนแทน หลังจากที่ชาวคริสต์ถูกควบคุมเสรีภาพทางศาสนาตั้งแต่ปี ค.ศ. 64-313 จนถึงวันที่ 25 ธันวาคม ปี ค.ศ.330 ชาวคริสต์จึงเริ่มฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเปิดเผย

          เทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองวันประสูติของพระเยซู และเป็นการฉลองความรักที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์โลก โดยส่งบุตรชาย คือ "พระเยซู" ลงมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อช่วยไถ่บาป และช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากการทำชั่วนั่นเอง ดังนั้นในวันนี้ถือเป็นวันที่มีความหมายสำคัญชาวคริสต์ทั่วโลก และมีการส่งบัตรอวยพร ให้ของขวัญ แก่กันและกัน รวมทั้งประดับประดาตกแต่งบ้านเรือนด้วยแสงไฟ และต้นคริสต์มาสอย่างสวยงาม


องค์ประกอบในงานคริสต์มาส

 ซานตาครอส
เป็นสิ่งแรกๆ ที่คนจะนึกถึงในฐานะสัญลักษณ์ของวันคริสต์มาส ซึ่งว่ากันว่าซานตาคลอสคนแรก คือ นักบุญ (เซนต์) นิโคลัส ผู้เป็นสังฆราชแห่งเมืองไมรา มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 4 และเหตุที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นซานตาครอสคนแรก มาจากวันหนึ่งที่ท่านปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านของเด็กหญิงยากจนคนหนึ่ง แล้วทิ้งถุงเงินลงไปทางปล่องไฟ บังเอิญถุงเงินหล่นไปทางถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้ข้างเตาผิงพอดี
 

          นักบุญนิโคลัส นั้นเป็นนักบุญที่ชาวฮอลแลนด์นับถือว่าเป็นนักบุญผู้อุปถัมภ์ของเด็กๆ เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มหนึ่งอพยพไปอยู่ในสหรัฐฯ ก็ยังรักษาประเพณีการฉลองนักบุญ นิโคลาส ในวันที่ 5 ธันวาคม เอาไว้ ซึ่งหมายถึงนักบุญนี้จะมาเยี่ยมเด็กๆ และเอาของขวัญมาให้เด็กอื่นๆ ที่ไม่ใช่ลูกหลานของชาวฮอลแลนด์ที่อพยพมา ประเพณีนี้จึงเริ่มเป็นที่รู้จักและแพร่หลายในอเมริกา โดยมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง คือ ชื่อนักบุญนิโคลัสก็เปลี่ยนเป็น ซานตาคลอส และแทนที่จะเป็นสังฆราชก็กลายเป็นชายแก่ที่อ้วนและใส่ชุดสีแดง อาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ มีเลื่อนเป็นยานพาหนะที่มีกวางเรนเดียร์ลาก และจะมาเยี่ยมเด็กทุกคนในโลกนี้ในโอกาสคริสต์มาส โดยลงมาทางปล่องไฟของบ้านเพื่อเอาของขวัญมาให้เด็กเหล่านั้นตามความประพฤติของเขา

          ถึงแม้ซานตาคลอสจะเป็นเพียงตำนานที่เกิดขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสก็ตาม แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ที่รวมเอาวิญญาณและความหมายของคริสต์มาสไว้อย่างมากมาย อาทิ ความปิติยินดีชื่นชม ความโอบอ้อมอารี ความรัก และความเป็นกันเอง

 ถุงเท้า           จากที่นักบุญนิโคลัสได้ปีนขึ้นไปบนปล่องไฟของบ้านเด็กหญิงยากจน เพื่อที่จะมอบเหรียญเงินให้เป็นของขวัญ แต่เหรียญนั้นกลับตกไปอยู่ในถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้หน้าเตาผิง พอรุ่งเช้าเด็กหญิงตื่นมาเจอเหรียญเงินในถุงเท้าจึงดีใจมาก และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการที่ผู้คนมากมายต่างพากันแขวนถุงเท้าคริสต์มาสไว้ เพื่อหวังจะได้รับของขวัญเช่นเดียวกันบ้าง


 ต้นคริสต์มาส
          นอกจากนี้อีกอย่างที่ขาดไม่ได้ก็คือ ต้นคริสต์มาส ซึ่งต้นคริสต์มาสก็คือต้นสนที่นำมาประดับประดาด้วยลูกแอปเปิ้ลและขนมปังเพื่อระลึกถึงศีลมหาสนิท และก็ได้มีวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยจนมาถึงการประดับด้วยดวงไฟหลากสีสัน ขนม และของขวัญ อย่างในทุกวันนี้ การตกแต่งแบบนี้ต้องย้อนไปในศตวรรษที่ 8 เมื่อเซนต์บอนิเฟส มิชชันนารีชาวอังกฤษที่เดินทางไปประกาศเรื่องพระเจ้าในเยอรมนี ได้ช่วยเด็กที่กำลังจะถูกฆ่าเป็นเครื่องสังเวยบูชาที่ใต้ต้นโอ๊ก
          โดยเมื่อโค่นต้นโอ๊กทิ้งก็ได้พบต้นสนเล็กๆ ต้นหนึ่งขึ้นอยู่ที่โคนต้นโอ๊ก ท่านจึงขุดให้คนที่ร่วมพิธีกรรมเหล่านั้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชีวิต และตั้งชื่อว่า ต้นกุมารพระคริสต์ ต่อมา มาร์ติน ลูเธอร์ ผู้นำคริสตจักรชาวเยอรมัน ตัดต้นสนไปตั้งในบ้านในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ.1540 หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 19 ต้นคริสต์มาสจึงเริ่มแพร่ไปสู่ประเทศอังกฤษและทั่วโลก และอีกเหตุผลที่ใช้ต้นสนก็เพราะว่ามันหาง่าย

          ในสมัยโบราณนั้นต้นคริสต์มาส หมายถึง ต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากิน และทำบาป ไม่เชื่อฟังพระเจ้า โดยตามพระคัมภีร์นั้นได้เปรียบพระเยซูเจ้าเสมือนเป็นต้นไม้แห่งชีวิต ซึ่งเป็นต้นไม้ที่เขียวเสมอในทุกฤดูกาล สื่อถึงนิรันดรภาพของพระเยซูเจ้า อีกทั้งความสว่างของพระองค์ยังเหมือนแสงเทียนที่ส่องสว่างในความมืด และรวมถึงความชื่นชมยินดี และความสามัคคี ที่พระเยซูประทานให้ เพราะต้นไม้นั้นเป็นจุดศูนย์รวมของครอบครัวในเทศกาลคริสต์มาส


 ต้นฮอลลี่

          ต้นฮอลลี่ เป็นต้นไม้พุ่มเตี้ย และเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของวันคริสต์มาส เชื่อกันว่า สีเขียวของต้นฮอลลี่มีความหมายถึง การมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์ และมีความสัมพันธ์กับพระเยซู โดยผลสีแดงของต้นฮอลลี่นั้นหมายถึงหยดเลือดของพระเยซูที่ไหลลงบนไม้กางเขน ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความรักที่มีต่อพระเจ้า ใบไม้ที่มีหนามของต้นฮอลลี่เป็นสิ่งที่เตือนพวกเราถึงมงกุฏหนามที่พวกชาวทหารโรมันได้นำมาวางไว้บนศีรษะของพระเยซูคริสต์


 ดอกไม้คริสต์มาส หรือ Poinsettia
          ตำนานของดอก Poinsettia ที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของวันคริสต์มาส มาจากเรื่องราวของเด็กหญิงจนๆ คนหนึ่ง ที่ต้องการหาของขวัญไปมอบให้พระแม่มารีในวันคริสต์มาสอีฟ แต่เนื่องจากเธอไม่มีสิ่งของใดๆ ติดตัว จึงเดินทางไปตัวเปล่า และระหว่างทางเธอได้พบกับนางฟ้าที่บอกให้เธอเก็บเมล็ดพืชไว้ ต่อมาเมล็ดพืชนั้นกลับเจริญเติบโตเปลี่ยนเป็นดอกไม้สีเลือดหมูสดใส ซึ่งก็คือดอก Poinsettia ตั้งแต่นั้นดอก Poinsettia ก็ได้รับความนิยมใช้ประดับประดาบ้านในงานคริสต์มาส
 ดอกคริสต์มาส Christmas Rose
          มีต้นกำเนิดที่ประเทศอังกฤษ ลักษณะเป็นดอกสีขาว และมักออกดอกในช่วงฤดูหนาว ตำนานของดอกคริสต์มาสนี้มีอยู่ว่า ในช่วงที่พระเยซูประสูติ มีผู้รอบรู้ 3 คน กับคนเลี้ยงแกะเดินทางมาพบพระเยซู ระหว่างทางพวกเขาพบกับ มาเดลอน เด็กหญิงที่เลี้ยงแกะคนหนึ่ง เมื่อเธอทราบว่าทั้งหมดเดินทางมาเพื่อมอบของขวัญให้พระเยซู มาเดลอนก็เสียใจที่ไม่มีของขวัญใดไปมอบให้พระเยซูบ้าง ก่อนที่นางฟ้าที่เฝ้ามองเธออยู่จะเกิดความเห็นใจจึงร่ายมนตร์เสกดอกไม้สีขาวน่ารักและมีสีชมพูอยู่ตรงปลายกลีบให้เธอ และดอกไม้นั้นคือ ดอกคริสต์มาสนั่นเอง

 เพลงวันคริสต์มาส          เพลงคริสต์มาสเริ่มมีขึ้นในศตวรรษที่ 5 แต่งโดยพระสงฆ์และฆราวาส มีเนื้อร้องเป็นภาษาลาติน ลักษณะของเพลงเป็นแบบสง่า เน้นถึงความหมายของการเสด็จมาของพระเยซูเจ้า แต่ในศตวรรษที่ 12 ได้มีการแต่งในท่วงทำนองที่ร่าเริงสนุกสนานมากขึ้น เริ่มจากประเทศอิตาลี โดยนักบุญฟรังซิส อัสซีซี และนักบวชคณะฟรังซิสกัน เป็นผู้สนับสนุน ให้มีเพลงคริสต์มาสแบบใหม่

          เพลงคริสตมาสแบบใหม่นี้ เป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้าน เพราะมีท่วงทำนองที่ร่าเริงกว่า และเน้นถึงความชื่นชมยินดีในโอกาสคริสต์มาส เพลงเหล่านี้มีทั้งที่เป็นภาษาลาติน และภาษาพื้นเมือง เพลงหนึ่งที่แต่งในสมัยนั้น (แต่งคำร้องในปี ค.ศ.1274) และยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน คือ เพลง Oh Come, All Ye Faithful หรือ Adeste Fideles ในภาษาลาติน เพลงคริสต์มาสที่นิยมร้องมากที่สุดในปัจจุบันได้แต่งขึ้นในศตวรรษที่ 19 จากประเทศเยอรมัน และประเทศอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ เพลงที่มีชื่อเสียงมากได้แก่ เพลง Silent Night, Holy Night

          ความเป็นมาของเพลงนี้มาจากวันก่อนวันฉลองคริสต์มาส ของปี ค.ศ.1818 คุณพ่อโจเซฟ โมห์ (Joseph Mohr) เจ้าอาวาสวัดที่โอเบิร์นดอฟ (Oberndorf) ประเทศออสเตรีย ได้ข่าวว่าออร์แกนในวัดเสีย ทำให้วงขับร้องไม่สามารถร้องเพลงตามที่ซ้อมไว้ได้ จึงมีการแต่งเพลงคริสต์มาสใหม่ นำไปให้เพื่อนชื่อ ฟรานซ์ กรูเบอร์ (Franz Gruber) ใส่ทำนองในคืนวันที่ 24 นั่นเอง และเล่นเพลง Silent Night เป็นครั้งแรก โดยมีการเล่นกีตาร์ประกอบการขับร้อง ซึ่งกลายเป็นเพลงที่นิยมมากที่สุดทั่วโลก
 คำอวยพรวันคริสต์มาส
          ในวันคริสต์มาสเรามักจะใช้คำอวยพรให้แก่กันและกันว่า Merry X'mas คำว่า Merry ในภาษาอังกฤษโบราณ แปลว่า "สันติสุขและความสงบทางใจ" คำนี้จึงเป็นคำที่ใช้อวยพรขอให้เขาได้รับสันติสุขและความสงบทางใจ และได้จัดให้มีการฉลองเพื่อระลึกถึงการบังเกิดของพระเยซู ที่เขายกย่องเหมือนกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสากลโลก ผู้ทรงเกียรติเลอเลิศ ประเพณีนี้ได้เริ่มมาจากรุงโรมในศตวรรษที่ 4 และค่อยๆ เผยแพร่ไปทุกทวีป

 สีประจำวันคริสต์มาส
สีที่เกี่ยวข้องในวันคริสต์มาสประกอบด้วย
          สีแดง : เป็นสีของผลฮอลลี่ หรือซานตาครอส เป็นสีของเดือนธันวาคม ที่แสดงถึงความตื่นเต้น และหากเป็นสัญลักษณ์ตามศาสนา สีแดงจะหมายถึง ไฟ, เลือด และความโอบอ้อมอารี

          สีเขียว : เป็นสีของต้นไม้ สัญลักษณ์ของธรรมชาตื หมายถึงความอ่อนเยาว์และความหวังที่จะมีชีวิตเป็นนิรันดร์ เปรียบได้กับว่าเทศกาลคริสต์มาสคือเทศกาลแห่งความหวัง

          สีขาว : เป็นสีของหิมะ และเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา คือแสงสว่าง ความบริสุทธิ์ ความสุข และความรุ่งเรือง สีขาวนี้จะปรากฎบนเสื้อคลุมนางฟ้า, เคราและชายเสื้อของซานตาครอส

          สีทอง : เป็นสีของเทียนและดวงดาว เป็นสัญลักษณ์ของแสงอาทิตย์และความสว่างไสว


 การทำมิสซาเที่ยงคืน          การถวายมิสซานี้เกิดขึ้นหลังจากพระสันตะปาปาจูลีอัสที่ 1 ได้ประกาศให้วันที่ 25 ธันวาคมเป็นวันฉลองพระคริสตสมภพ (วันคริสต์มาส) ในปีนั้นเองพระองค์และสัตบุรุษ ได้พากันเดินสวดภาวนา และขับร้องไปยังตำบลเบธเลเฮม และไปยังถ้ำที่พระเยซูเจ้าประสูติ เมื่อไปถึงตรงกับเวลาเที่ยงคืนพอดี พระสันตะปาปาทรงถวายบูชามิซซา ณ ที่นั้น เมื่อเดินทางกลับมาที่พักได้เวลาตี 3 พระองค์ก็ถวายมิสซาอีกครั้ง และ สัตบุรุษเหล่านั้นก็พากันกลับ แต่ยังมีสัตบุรุษหลายคนไม่ได้ร่วมขบวนไปด้วยในตอนแรก พระสันตะปาปาก็ทรงถวายบูชามิสซาอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ 3 เพื่อสัตบุรุษเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้เองพระสันตะปาปาจึงทรงอนุญาตในพระสงฆ์ถวายบูชามิสซาได้ 3 ครั้ง ในวันคริสต์มาส เหมือนกับการปฏิบัติของพระองค์ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงมีธรรมเนียมถวายมิสซาเที่ยงคืน ในวันคริสต์มาส และพระสงฆ์ก็สามารถถวายมิสซาได้ 3 มิสซา ในโอกาสวันคริสต์มาส
 เทียนและพวงมาลัย

         พวงมาลัยนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่คนสมัยก่อนใช้หมายถึงชัยชนะ แต่สำหรับการแขวนพวงมาลัยในวันคริสต์มาสนั้น หมายถึงการที่พระองค์มาบังเกิดในโลก และทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างครบบริบูรณ์ตามแผนการณ์ของพระเป็นเจ้า ซึ่งธรรมเนียมนี้ เกิดจากกลุ่มคริสตชนกลุ่มหนึ่งในประเทศเยอรมันได้เอากิ่งไม้มาประกอบเป็นวงกลมคล้ายพวงมาลัย แล้วเอาเทียน 4 เล่ม วางไว้บนพวงมาลัยนั้น ในตอนกลางคืนของวันอาทิตย์แรกของเทศกาลเพื่อเตรียมรับเสด็จ ทุกคนในครอบครัวจะจุดเทียนหนึ่งเล่ม สวดภาวนา และร้องเพลงคริสต์มาสร่วมกันเป็นเวลา 4 อาทิตย์ก่อนถึงวันคริสต์มาส ประเพณีเป็นที่นิยมอยางมากในประเทศอเมริกา ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยนำเทียน 1 เล่มนั้นมาจุดไว้ตรงกลางพวงมาลัยสีเขียว และนำไปแขวนไว้ที่หน้าต่าง เพื่อเป็นการเตือนให้คนที่เดินผ่านไปมาได้รู้ว่าใกล้ถึงวันคริสต์มาสแล้ว ส่วนเหตุผลที่พวงมาลัยมีสีเขียวนั้น เป็นเพราะมีการเชื่อกันว่าสีเขียวจะช่วยป้องกันบ้านเรือนจากพวกพลังอันชั่ว ร้ายได้

 ระฆังวันคริสต์มาส
          เสียงระฆังในวันคริสต์มาสคือการเฉลิมฉลองให้กับการประสูติของพระพุทธเจ้า โดยมีตำนานเล่าว่า มีการตีระฆังช่วงก่อนเวลาเที่ยงคืนของวันคริสต์มาสเพื่อลดพลังความมืด และบ่งบอกถึงความตายของปีศาจ ก่อนที่พระเยซูผู้ที่จะมาช่วยไถ่บาปให้กับมวลมนุษย์จะถือกำเนิดขึ้น และระฆังนี้มีเสียงดังกังวาลนานนับชั่วโมง ก่อนที่ในเวลาเที่ยงคืนเสียงระฆังนี้จะกลับกลายมาเป็นเสียงแห่งความสุข


 ดาว
          ดาว ในความหมายของชาวคริสต์เตียน หมายถึงการแสดงออกที่ดีของพระเยซูคริสต์ ที่บัญญัติไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลว่า "The bright and morning star" มีความหมายพิเศษเหมือนกับว่า ดวงดาวเหล่านั้นได้แบ่งที่อยู่กับสรวงสวรรค์ ไม่ว่าจะมีกำแพงอะไรขวางกั้นระหว่างพื้นผิวโลกด้วยก็ตาม

 เครื่องประดับและแอปเปิ้ล                           

          ในบางแห่งเชื่อว่า ลำต้นของแอปเปิ้ล มองดูคล้ายกับต้นไม้ในสรวงสวรรค์ จึงมีการนำเอาแอปเปิ้ลมาประดับตามต้นไม้ในวันคริสต์มาส ส่วนเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ ที่ตกแต่งต้นคริสต์มาสนั้นเป็นงานศิลปะที่จำลองจากผลไม้ และที่มีสีสันสดใสนั้นเพื่อให้เกิดความรื่นเริงในบ้าน อีกทั้งแสงระยิบระยับที่สะท้อนไปมา ยังดูสวยงามคล้ายแสงเทียนและแสงไฟ


 ของขวัญวันคริสต์มาส
                     
          การแลกเปลี่ยนของขวัญในวันคริสต์มาสนั้น เริ่มต้นจากเมือง Saturnalia ในช่วงยุคโรมัน ต่อมาชาวคริสต์รับประเพณีนี้เข้ามา ด้วยความเชื่อว่า การให้ของขวัญนี้มีความเกี่ยวเนื่องกับของขวัญประเภททอง, ยางสนที่มีกลิ่นหอม และ ยางไม้หอม ซึ่งพวกนักเวทย์จากตะวันออกที่เดินทางมาคารวะพระเยซูคริสต์ นำมาให้ตอนที่ท่านประสูติ

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554

P.C. Air

น้องฟิล์ม P.C. Air





สายการบินพาณิชย์น้องใหม่เช่าเหมาลำ พี.ซี. แอร์ เปิดตัว 4 สาวนางฟ้าสาวประเภทสอง ทดลองบินเที่ยวแรก กรุงเทพฯ-สุราษฎร์ธานี ชูนโยบายสร้างความเท่าเทียมในสังคม เปิดโอกาสให้ทุกเพศที่มีความสามารถเข้ามาร่วมงาน พร้อมให้บริการต้นปี 2555

           เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม สายการบิน พี.ซี. แอร์ สายการบินเช่าเหมาลำน้องใหม่ เผยโฉม 4 สาวนางฟ้าสาวประเภทสองครั้งแรกของโลกอย่างเป็นทางการ ได้แก่ "น้องฟิล์ม" นายธัญญารัศม์ จิราภัทร์ภากร อดีตมิสทิฟฟานี่ ปี 2007 อายุ 22 ปี, "น้องนัน" นายชญาธิสา นาคใหม่ อายุ 24 ปี, "น้องลัน" นายนัทธ์หทัย สุขเกษตร อายุ 26 ปี และ "น้องมิว" นายพันธกานต์ ศรีเงิน 

           นายปีเตอร์ ชาน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท พี.ซี. แอร์ กล่าวว่า สาเหตุที่คัดเลือกสาวประเภทสองเข้ามาร่วมงานในสายการบินนั้น เนื่องจากต้องการสร้างความเท่าเทียมกันในสังคมไทย พร้อม ๆ กับเชื่อว่าแอร์โฮสเตสสาวประเภทสองนี้จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทยในอีกทางหนึ่ง อีกทั้งยังต้องการขยายโอกาสให้สาวประเภทสองที่มีความสามารถได้เข้ามาทำงานที่ใฝ่ฝัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสาวประเภทสองมีความเข้าใจทั้งกับผู้หญิงและผู้ชาย รวมถึงมีนิสัยเซอร์วิสมายด์ ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นกันเอง อันเป็นบุคลิกประจำตัว คุณสมบัติเหล่านี้ถือเป็นประโยชน์ต่อการทำงานด้านสายการบินอย่างมาก ที่สำคัญแอร์โฮสเตสสาวประเภทสองทั้ง 4 คน ได้ผ่านการอบรมตามหลักเกณฑ์และข้อกำหนดจากกรมการบินพลเรือนเรียบร้อยแล้ว

           "ด้านเกณฑ์การคัดเลือกสาวประเภทสองมาเป็นแอร์โฮสเตสนั้น ทางบริษัทจะคัดเลือกจากบุคลิกลักษณะที่ดูแล้วคล้ายคลึงกับผู้หญิง ในที่นี้รวมถึงความเป็นมิตรและมีความรู้มีความสามารถประหนึ่งผู้หญิงจริง ๆ แต่ไม่จำเป็นว่าต้องผ่านการแปลงเพศมาก่อน ทางบริษัทเปิดกว้างในจุดนี้สำหรับผู้ที่ต้องการตามฝันและมีใจรักต่องานบริการอย่างแท้จริง และในอนาคตอาจรับสาวประเภทสองมาเป็นแอร์โฮสเตส รวมถึงผู้พิการมาร่วมงานในบริษัทเพิ่มเติมด้วย ทั้งนี้ แอร์โฮสเตสสาวประเภทสองทั้ง 4 คนนี้ เป็นส่วนหนึ่งในพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่มีอยู่ทั้งหมด 30 คน แบ่งเป็นแอร์โฮสเตสหญิง 19 คน แอร์โฮสเตสสาวประเภทสอง 4 คน และสจ๊วตผู้ชาย 7 คน โดยแอร์โฮสเตสทุกคนมีหน้าที่เหมือนกันทุกประการ" ประธานกรรมการบริหารบริษัท พี.ซี. แอร์ ระบุ

           สำหรับเส้นทางบินที่จะให้บริการหลังจากนี้ นายปีเตอร์กล่าวว่า เนื่องจากเป็นเครื่องบินเช่าเหมาลำที่ร่วมกับบริษัททัวร์ทั้งในไทยและต่างประเทศ ทิศทางในการให้บริการจะเน้นไปที่การบินในโซนเอเชีย เช่น จีน ฮ่องกง เกาหลี และญี่ปุ่น เพราะทางยุโรปยังมีข้อจำกัดในเรื่องเพศของแอร์โฮสเตส โดยจะเริ่มให้บริการรอบปฐมฤกษ์ในวันที่ 24 ธ.ค. 2554 เป็นเส้นทางไหว้พระที่เวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ราคาค่าโดยสารอยู่ที่ 5,000 บาท และจะเริ่มบินจริงในวันที่ 23 ม.ค.2555 โดยจะเดินทางไปที่เมืองเทียนซิน เซินหยาง สาธารณรัฐประชาชนจีน

           ด้านนายธัญญารัศม์ หรือ น้องฟิล์ม หนึ่งในแอร์โฮสเตสสาวประเภทสอง กล่าวว่า รู้สึกดีใจและตื่นเต้นมาก และถือว่าเป็นเกียรติแก่ตัวเองอย่างที่สุด กับการรอคอยมาถึง 20 ปี กว่าจะได้เป็นแอร์โฮสเตสในวันนี้ หลายคนมักมองว่าแอร์เป็นอาชีพสบาย ใส่ชุดสวย ได้เงินเยอะ เป็นที่นับหน้าถือตาแต่ที่จริงแล้วกว่าจะอบรมจนสำเร็จหลักสูตรจากกรมการบินเป็นอะไรที่ยากมาก เรียนหนัก และร้องไห้ทุกวัน บอกได้เลยว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะมาเป็นแอร์โฮสเตสได้ จึงภูมิใจจริง ๆ ในความพยายามของตนเอง และต้องขอบคุณสายการบิน พี.ซี. แอร์ ที่เปิดโอกาสให้เพศที่สามเยี่ยงคนธรรมดาทั่วไป