วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ของกินน่าหยี..

                   10 อันดับอาหารที่น่ากลัวที่สุดในโลก

 
            หนู เป็นอาหารสุดฮิตของอเมริกาใต้ โดยเฉพาะประเทศยากจนอย่าง เปรู ปารากวัย หนูคือแหล่งโปรตีนสำคัญที่เดียว และเป็นเมนูหลักๆ ของร้านอาหาร และภัตตาคารใหญ่ๆ โดยชาวปารากวัยต่างลิ้มลองเชื่อว่าการกินหนูจะช่วยให ้ผิวกระชับมากขึ้น ผิวเนียนอีกต่างหาก ซึ่งหนูตัวใหญ่เขาจะมาย่างเป็นหนังกรอบหอมเสริฟแบบแฮ มเบอร์เกอร์เลยที่เดียว ส่วนหนูทารกตัวสีชมพูแดงๆ ก็จะหย่อนหนูเป็นๆ ลงท้องทันทีตามด้วยนมสดสักแก้ว หรือไม่ก็จะอร่อยแบบศิวิไลหน่อยก็จับลูกหนู
ใส่ในขนมปังหรือกล้วยหอมแล้วยัด ใส่ปากเคี้ยวกร้วมๆ ร้องจิ๊ดๆ เป็นอันอร่อยเหาะ


สตูค้างคาว อาหาร ขึ้นชื่อของเวียดนาม ประเทศที่กำลังเจริญกว่าไทยน่ะแหละ ขายดิบขายดี แถมยังหรูและหายากมาก โดยเฉพาะเมืองหลวงไซ่งอนน่ะมันอยู่ในระดับภัตตาคารหรูเท่านั้น ซึ่งชาวเวียดนามเชื่อกันว่าเนื้อค้างคาวคือราชันย์แห่่งเนื้อทั้งปวงการกิน น่ะหรือ ทำได้หลายวิธี เช่นทำซุป หรือนำมาสับเป็นชิ้นๆ เคี้ยวเป็นสตู หรือไม่ก็ใช้มีดคมๆ ตัดหัวค้าวคาวทันที จากนั้นก็รีดเลือดที่หยดจากร่างไร้หัวใส่แก้วเปล่าแล้วดื่มกินสดๆทันที
 เนื้อหมาดำ พูด ถึงเอเชียก็ต้องเนื้อหมา กินกันทั้งเกาหลี เวียดนาม ไทย แต่ถ้าจะหาประเทศที่กินเนื้อหมาได้มีลีลาเด็ดอร่อยก็ ประเทศอินโดนีเซียเพื่อนบ้านของเรานั้นเองเพราะพี่เพ ื่อนบ้านแกทำหลายเมนูมาก โดยเฉพาะเนื้อหมาดำว่ากันว่ามีรสอร่อยกว่าเนื้ออื่นๆ ทั้งปวง แถมนุ่มกว่าเนื้อหมาสีอื่นๆ ทำให้เวลานี้หมาดำชักจะหายจากถนนและบ้านเรือนของอินโดนีเซียไปแล้ว


หัวแกะ ต้ม สด จาก หลายประเทศ รอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นเมนูที่คุ้นเคยอย่างยิ่งของชาวเมืองแถบนั้นว่ากั นว่าหัวแกะถือว่าเป็นอาหารสุดยอดของแกะ เมื่อถึงเทศกาลปีใหม่ของชาวยิวที่เรียกว่า รอช อาแชน่า หัวแกะถูกนำมาเสิร์ฟพร้อมกับความหมายที่ว่า ใครก็ตามได้กินหัวแกะนั้นจะได้รับโชคดีในวันปีใหม่ที่จะมาถึง แต่ถ้ากินลูกนัยตาของลูกแกะเข้าไปย่อมโชคดีมากขึ้นไปอีก ส่วนรสชาติหลายๆ คนให้ความเห็นว่า "เค็มเหลือเกินพับผ่า"


พายครีบแมวน้ำ ชาว นิวฟาวด์แลนด์กินพายที่มาจากครีบแมวน้ำนั้นถือว่า เป็นสิ่งวิเศษ และต้องกินก็ได้ถ้ามีโอกาส และด้วยเหตุนี้ส่งผลให้แต่ละปีจะมีแมวน้ำมากมายมหาศาลต่างถูกจับตัวขึ้นมา ตัดครีบทั้งสองข้าง จากนั้นก็ถีบลงเรือและปล่อยให้จมน้ำตายในทะเลไปอย่าง น่าสมเพชที่สุด ในภัตตาคารใหญ่ๆ หลายต่อหลายแห่งก็มีเมนูชนิดนี้เปิดขายทั้งแบบปกปิดแ ละเปิดเผย เพราะนานาประเทศยังต่อต้านเมนูนี้อ


สมองลิง วิธี การทำและการกินก็ง่าย ก็เอาลิงพันธุ์อะไรก็ได้แล้วแต่มีให้ มาหนีบกับโต๊ะโดยมีส่วนหัวด้านบนโผล่ออกมา จากนั้นพ่อครัวก็ใช้วิชาบาร์เบอร์โกนขนส่วนบนของลิงอ อกจนเกลี้ยงเกลาจากนั้นก็ใช้สิ่วและค้อนเฉาะกะโหลกขอ งลิงออกคล้ายกับกะเทาะมะพร้าวอ่อนและแล้วลูกค้าก็จะรีบตักกินสมองลิงอย่าง รวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้นานเกินไปสมองลิงจะยุบและลดปริมาณอย่างรวดเร็ว แต่บางครั้งเขาก็เสิร์ฟสมองลิงแบบแช่แข็งไว้ด้วย เพื่อลดภาระสมองลิงหดตัวอย่างรวดเร็วอีกทางหนึ่ง


ปลาสองแผ่นดิน เมนู นี้สามารถหากินได้จากประเทศจีนหรือไทยก็ได้ครับ วิธีการทำต้องใช้ฝีมือหน่อย เริ่มจากนำมาเก๋าขนาด 2 ก.ก. มาขอดเกล็ดออกให้หมดแล้วนำมาล้าง ก่อนจะใช้ผ้าเย็นที่แช่เย็นจัดพันส่วนหัวจนถึงพุงปลา แล้วก็ใช้มีดบั้งตัวปลาตั้งแต่ส่วนหางขึ้นมาจนถึงกลา งลำตัว ระหว่างนั้นตั้งกระทะใส่น้ำมันพืชลงไปรอให้เดือดเต็ม ที่ แล้วก็นำหางปลาช่วงที่บั้งจุ่มลงไปทอดครึ่งตัว ซึ่งเป็นภาพที่หวาด เสียวมาก เพราะปลาจะดิ้นตลอดเวลาด้วยความเจ็บปวด ต้องใช้คีมคีบที่หัวปลาเอาไว้ รอจนเนื้อปลาสุกเป็นสีเหลือง ก็ยกขึ้นนำมาวางบนจานแต่งด้วยเครื่อง ยกเสิร์ฟโดยครึ่งบนปลายังเป็นๆ อยู่ อ้าปากพะงาบๆ ครีบยังกระดิกได้ แต่ครึ่งล่างทอดจนสุก กินกับน้ำจิ้มซีฟู้ดและซอสเปรี้ยว โดยคนจีนเชื่อว่าการทานปลาสองแผ่นดินเป็นยาชูกำลังให้กินมากๆ จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงน่ะจะบอกให้ เชื่อไหม


อุ้งตีนหมี เป็น อาหารที่นักเปิบมหาภัยชอบมากและเป็นเมนูสุดโหด เพราะการตัดอุ้งตีนหมีนั้น ไม่สามารถตัดขณะที่หมียังมีชีวิตได้ การฆ่าหมีเองก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหนังหมีจะหนามาก ยากต่อการฆ่า ดังนั้น ผู้ฆ่าจึงจับหมีถ่วงน้ำทั้งเป็นหมีความส่งเสียงร้องดังโหยหวนเมื่อถูกตะขอ เหล็ก เกี่ยวร่างออกจากกรงขัง ไม่กี่นาทีต่อมามันก็ตกอยู่ในความมืดมิด เมื่อถูกกระสอบสวมคลุมร่าง นักท่องเที่ยวจะยืนมองวินาทีสุดท้ายของหมีควายโชคร้ายในถังเก็บน้ำใบเขื่อง ด้วยสายตาเฉยชา หลังจากร่างใหญ่ดิ้นพราดๆ อยู่เพียงครู่ ทุกอย่างก็สงบลง เพชฌฆาตรีบลงมีดเลือดสดๆ ไหลทะลักจากคอหมีลงสู่ถ้วยขนาดย่อม เลือดในถ้วยถูกผสมด้วยเหล้าขาวแล้วเวียนกันดื่ม หลังจากยืนดู การชำแหละอุ้งตีนหมีเสร็จสิ้น นักท่องเที่ยวจึงกลับไปที่โต๊ะ นั่งรออาหารจานเด็ดที่เชื่อว่าจะช่วยทำให้คนแข็งแกร่ งในกามกรีฑา ดุจเดียวกับความแข็งแรงของอุ้งตีนหมี


ซุปตัวอ่อนมนุษย์ เรื่อง นี้เป็นเรื่องจริงน่ะครับ เมนูนี้เป็นอาหารเฉพาะบางกลุ่มเท่านั้นน่ะครับ มันมีขายอยู่ที่เฉินเซ่น ประเทศจีนการกินตัวอ่อนของมนุษย์ หรือทารกที่เพิ่งคลอดนั้นเป็นความเชื่ออย่างลับๆ ว่า จะช่วยเพิ่มคุณค่าอาหารหลายอย่างในหมู่ชาวจีน นั้นก็คือทำให้ผิวสวยเนียน ร่างกายแข็งแรงต้านทานโรค และที่เชื่อกันมากก็คือช่วยบำรุงไตได้ดีสำหรับวิธีการทำก็ไม่ยากเท่าไหร่ แค่เอาเด็กทารกแรกคลอด หรือเด็กที่ตายจากการทำคลอด

ยิ่งเป็นเด็ก ผู้ชายยิ่งดี(เขาบอกว่ามีคุณค่าทางอาหาร สูง) มาสับ มาเคี่ยวเป็นซุปและใส่เนื้อหมูลงไปเป็นอันเสร็จ……….. รสชาติเหมือนซุปสมุนไพรอย่างไรก็ตามการนำเด็กทารกมาทำตุ๋นยาจีนเป็นอาหารที่ ประเทศจีนนั้น ถือว่าผิดกฎหมาย ทำให้เมนูนี้ ต้องมีการสั่งเป็นพิเศษ หรือไม่ก็แอบทำให้กับพวกที่อยากรับประทานอาหารแบบพิสดาร แบบ



เนื้อมนุษย์สดๆๆ ที่ ปาปัว นิว กินี และก็มาถึงอันดับหนึ่งของเรา ที่ปาปัว นิว กินี เวลามีใครตายขึ้นไม่ว่าจะเป็นญาติของตน หรือคนต่างเผ่าที่ตกอยู่ในครอบครองของตน เขาจะไม่นำศพไปฝังหรือเผา แต่จะนำศพไปไว้บนตะแกรงที่ยกพื้นสูงขนาดท่วมหัว ปล่อยให้ศพอยู่ในสภาพนั้นจนขึ้นอืด เกิดน้ำเหลืองเยิ้มไปทั้งตัวดีแล้ว ก็จะเข้าป่าหาใบไม้ที่เป็นเครื่องเทศเอามาพับเป็นกระทงเล็กๆ (คงอย่างที่เตรียมใบชะพลูจะกินกับเมี่ยง) เหมาะที่จะมีขนาดกินคำเดียว แล้วก็เชิญพรรคพวกเพื่อนฝูงให้มารวมกันอยู่ใต้ตะแกรง ศพนั้น นำเอาไม้ปลายแหลมแทงศพให้เป็นรู ให้น้ำเหลืองไหลย้อยออกมา นำกระทงใบไม้ที่เตรียมไว้ รองรับน้ำเหลืองนั้น

พอได้มากดีแล้วก็ กินทั้งน้ำเหลืองและใบไม้กินกันจนไม่มีน้ำเหลืองแล้วก็นำศพ นี้ไปต้มซุปกับผักต่างๆ กินกันต่อไปแต่ถ้าจะกินมนุษย์ที่สะใจที่สุดต้องยกให้ชนเผ่า โดโบดูรัส นิยมจับเหยื่อที่ล่ามาได ้มากินแบบเป็นๆ นั้นคือต้องทรมานเหยื่อจนใกล้จะตายแต่ไม่ให้ถึงตาย จากนั้นก็เจาะกะโหลกให้เป็นรูลึกๆ เสียก่อน แล้วค่อยสอดไม้เล็กๆ ที่มีปลายแบบชอนเข้าไปตักสมองออกมากิน เหยื่อก็ดิ้นไปดิ้นมา ดูแล้วก็ ... เฮือก.. !? เค้าว่า ชุมนุมสางเขียวนี่มานโหดมากแล้วนะ มาเจอพวกนี้ เป็นคนดีไปทีเดียว - _-"


ของแถม 
เครื่องดื่มเย็นๆ
                      
เหล้าลูกหนู 
มี ถิ่นกำเนิดจากจีน  เป็นเหล้าองุ่นที่แสนธรรมดานิยมดื่มทั้งในเกาหลีและจีน โดยมีเครื่องผสมสุดพิเศษคือลูกหนู  ลูกหนูสดๆ ตามความเชื่อของเกาหลีถือว่ามันเป็น"ยาบำรุงสุขภาพ" วิธีทำก็ง่ายๆ ก็เอาลูกหนูที่ตาปิด ตัวสีแดงชมพู น่ารัก   ที่ถูกพรากไปจากอ้อมกอดของแม่หนูทั้งหลาย และนำมาใส่เข้าไปในเหล้าองุ่นขาว 1 ขวด (ในขณะมันยังชีวิตอยู่) จำนวนที่ใส่ก็แล้วแต่ยี่ห้อหรือแล้วแต่เจ้า และนำมาหมัก  จากนั้นก็นำมาดื่มหรือนำมาปรุงก็ตามใจคุณเถิด แหวะๆ

วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2555

St. Patrick’s Day

       


                   ทุกๆ วันที่ 17 มีนาคม คือวัน St. Patrick’s Day จะว่าไปวัน St. Patrick’s Day มันก็ไม่ได้ถือเป็นวันหยุดสำคัญประจำชาติของอเมริกา แต่ในวันเดียวกันนี้ ในหลายๆประเทศต่างก็เฉลิมฉลอง ด้วย ขบวน พาเหรด ร้องรำทำเพลง และ การแต่งกายด้วยชุดสีเขียว ดูเหมือนว่าในประเทศอเมริกา เมื่อถึงวัน St. Patrick’s Day จะมีประเพณีที่นิยมทำกันมาต่อเนื่อง นั่นคือ การเดินขบวนพาเหรดที่ตกแต่งอย่างสร้างสรรค์ การเดินขบวนพาเหรดครั้งแรก เริ่มที่เมือง บอสตัน ในปี พ.ศ 1762

โดยชาว ไอริช ที่ อพยพ เข้ามาตั้งถิ่นฐานใน อเมริกา ในปีเริ่มแรก การเดินขบวนเฉลิมฉลอง มีจุดประสงค์เพื่อรำลึกถึง ประวติศาสตร์ของชนชาวไอริช แล้ว St. Patrick คือใครกันล่ะ? และ อะไรคือความหมายที่แท้จริงของ St. Patrick’s Day กันแน่? แม้จะไม่มีประวัติที่ชัดเจนอย่างแท้จริงเกี่ยวกับ St. Patric แต่มีหลายๆหลักฐานที่สนับสนุนว่า St.Patric เกิดที่ Scotland หรือ อีกที่ ที่อาจเป็นไปได้ คือ Wales ประเทศ อังกฤษ เมื่อราวๆปี คริสตศักราช 370 มีชื่อเดิมว่า Maewyn Succat Calpurnius และ Conchessa พ่อแม่ของ Maewyn Succat เป็นคนพื้นเมืองเชื้อสายสวิต ที่อาศัยอยู่ใน ประเทศอังกฤษ

ในช่วงวัยรุ่น Maewyn  ถูกลักพาตัวและส่งไปขายที่ slavery ใน Ireland เค้าถูกส่งตัวมาเป็นบาทหลวงที่โบสถ์แห่งหนึ่ง ในช่วงเวลานั้นเอง Maewyn ได้เรียนรู้และเริ่มซึมซับเรื่องของศาสนา เค้าหลงไหลในการศึกษาศาสนา ในเวลานั้น Maewyn มีความตั้งใจว่า จะแล่นเรือออกไปนอก ไอร์แลนด์ เค้าได้ ล่องเรือไปตามชายฝั่งของไอร์แลนด์ เป็นระยะทางไกลถึงกว่า 100 ไมล์ จนมาถึงชายฝั่งของ ประเทศอังกฤษ

เมื่อมาถึงประเทศอังกฤษแล้ว Maewyn ยังคงทำตามความตั้งใจของเขาต่อด้วยการเผยแพร่ปณิธานของเขา  เค้าได้บอกเล่าเกี่ยวกับความฝันของเค้าเกี่ยวกับ ชายที่ชื่อ Victoricus ผู้ซึ่งมาหาเค้าเมื่อตอนที่เค้ายังอยู่ที่ไอร์แลนด์ พร้อมด้วยจดหมายฉบับหนึ่ง และนี่คือสิ่งที่ Maewyn เขียนไว้ในบันทึกของเค้า …

“เมื่อ ครั้งแรกที่ผมได้อ่านจดหมายฉบันนั้น ผมได้ยินเสียงร่ำไห้ในเวลาเดียวกัน เสียงนั้น ร้องว่า “เราทั้งสาม อยู่ตรงนี้ ได้โปรด เดินมาหาเราด้วย”

หลังจากนั้น Maewyn เดินทางไปเรื่อยๆ เพราะผู้คนใน ไอร์แลนด์ ยังไม่ค่อยยอมรับความเชื่อที่ว่านี้มากนัก เค้าเดินทางไปจนถึงฝรั่งเศส และได้บวชเป็นบาทหลวง จากนั้นจึงเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น Patrick (ความหมายใน ภาษาละติน แปลว่า บิดาของปวงชน) ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บาทหลวง Patrick ใช้ใบไม้ 3 ใบจากต้นแชมรอท (ต้นไม้ประจำชาติของไอร์แลนด์) เพื่อนำมาอธิบายคำสั่งสอน ให้กับชาวคริสเตียนถึงเรื่องส่วนประกอบ 3 องค์ คือ พระบิดา พระบุตรและ จิตวิญญาณ (ข้อมูลจาก http://www.yindii.com)

ภาย หลังจากการเสียชีวิตของ บาทหลวง Patrick ได้ถูกสถาปนาเป็นนักบุญ(โดยมีคำว่า Saint) นำหน้าเพื่อเป็นเกียรติืแก่เขา ดังนั้นเพื่อลำลึกถึง St.Patrick ผู้ซึ่งเป็นนักบวชสอนศาสนาชาว ไอร์แลนด์ ทุกๆวันที่ 17 มีนาคม ซึ่งเป็นวันครบรอบวันตายของ St.Patrick ในทุกๆปี จึงมีการจัดขบวนพาเหรดและแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีเขียว เปรียบเสมือนตัวแทนของต้นแชมรอท นั่นเอง


                      

10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวโรแมนติกที่สุดในโลก

ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่ท่องเที่ยวโรแมนติก
 อันดับที่ 10. Colmar ประเทศฝรั่งเศส เมือง Colmar ถูกจัดให้เป็นเมืองที่มีความโรแมนติก เมืองหนึ่ง ของประเทศฝรั่งเศส และเป็นสถานที่ที่คู่รัก มักจะให้คำสัญญาในความรักระหว่างกันและกัน สิ่งที่น่าประทับใจในเมือง Colmar ก็คือ ไร่องุ่นจำนวนมาก เคียงคู่ไปกับอุตสาหกรรมการผลิตไวน์ชั้นเยี่ยม และบรรยากาศ ที่สวยงาม สถาปัตยกรรมของอาคารบ้านเรือนเก่าแก่ ช่วยทำให้เมือง Colmar เป็นอีกหนึ่งในสถานที่โรแมนติกในฝัน
ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่ท่องเที่ยวโรแมนติก
 อันดับที่ 9. Paris ประเทศฝรั่งเศส เมืองปารีส มีสมญานามว่า “สวรรค์แห่งความโรแมนติก” (Heaven of Romantic) ดังที่ สถานที่แห่งนี้ เหมาะเป็นอย่างยิ่งที่คุณและคนรัก จะสารภาพ “รักนิรันดร์” ระหว่างกันและกัน สิ่งที่น่าประทับใจในเมืองปารีส อย่างเช่น พิพิธภัณฑ์ Le Louvre (พิพิธภัณฑ์ ที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมมากที่สุดในโลก) หอไอเฟล ,โรงแรม Disney Land Resort ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Centre Pompidou และสถานที่สวยงามอื่น ๆ อีกมากมาย การไปเที่ยว กับคนรักที่ปารีส หากจัดสรรเวลาให้ดีก็จะคุ้มค่ามาก และสถานที่แห่งนี้จะเก็บความโรแมนติก อยู่ในใจของคุณไปอีกนานแสนนาน
ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่ท่องเที่ยวโรแมนติก
 อันดับที่ 8.Venice ประเทศอิตาลี หากคุณกำลังมองหาสถานที่ ที่จะเอ่ยกับคนรักว่า เขาหรือเธอ เป็นคนที่มีค่ามากที่สุดในชีวิต Venice ก็คือ คำตอบสุดท้ายสำหรับคุณ! เมือง Venice มีชื่อเสียงโด่งดังในด้าน สุดยอดสถาปัตยกรรม และยังมีหลายสถานที่โรแมนติก เช่น สะพานเก่าแก่ Ponte dei Sospiri, จตุรัส Piazza San Marco ที่ได้รับสมณานามว่า “ห้องจิตรกรรมของยุโรป” (The - drawing room of Europe) และคลองในตัวเมือง “Canale Grande” ทั้งหมดนี้จะสร้าง ความโรแมนติก ระดับหรูหรา ให้กับคนรักและตัวคุณ
ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่ท่องเที่ยวโรแมนติก
 อันดับที่ 7. Schloss Neuschwanstein ประเทศเยอรมันนี สถานที่ที่ผสมผสาน ความสวยงามตามธรรมชาติ เข้ากับจินตนาการ และความสร้างสรรค์ของมนุษย์ ได้อย่างลงตัว เมือง SchlossNeuschwanstein มีความสวยงาม ราวกับเป็นสวรรค์บนพื้นโลก รายล้อมไปด้วยทิวทัศน์อันสวยงาม ปราสาทเก่าแก่อายุ 100 กว่าปี (สร้างปี 1899) ซึ่งเยอรมัน ได้ถูกกล่าวขานว่า เป็นอีกประเทศหนึ่ง ที่มีปราสาทสวยงามที่สุดในยุโรป
ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่ท่องเที่ยวโรแมนติก
 อันดับที่ 6. Vienna ประเทศออสเตรีย เมือง Vienna ในประเทศออสเตรีย เป็นอีกสถานที่ที่มีคู่รักจากทั่วทุกมุมของโลก แวะเวียนมาเยี่ยมชมความสวยงาม สิ่งที่ขึ้นชื่อของเมืองนี้คือ สุดยอดสถาปัตยกรรม และสุดยอดผลงานเพลงศิลปะ และพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก พระราชวัง Schoenbrunn, พระราชวัง Belvedere, พระราชวัง The Hofburg Imperial และพิพิธภัณฑ์นักจิตวิทยาผู้โด่งดัง Sigmund Freud
ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่ท่องเที่ยวโรแมนติก
 อันดับที่ 5. Monte Carlo ประเทศโมนาโค เมือง Monte Carlo ยังเป็นอีกหนึ่งสถานที่โรแมนติก ที่คุณจะได้สื่อความรัก ไปยังคนรักของคุณ เมืองนี้ตั้งอยู่ที่ตีนของเทือกเขาแอลป์ และเป็น สถานที่ที่มีเรื่องราวของความรัก ก่อกำเนิดขึ้นมากมาย สิ่งที่น่าสนใจของเมือง Monte Carlo คือบ่อนคาสิโนเลื่องชื่อ (Monte Carlo Casino) พิพิธภัณธ์ทางทะเล, พิพิธภัณฑ์ประจำชาติ และพระราชวัง Prince
ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่ท่องเที่ยวโรแมนติก
 อันดับที่ 4. Prague สาธารณรัฐเช็ก อีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ สำหรับสถานที่โรแมนติก ก็คือ เมือง Prague ของสาธารณรัฐเช็ก สถานที่แห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องอาหารอร่อย วัฒนธรรม และปราสาทเก่าแก่ ผู้คนที่มีมิตรไมตรี และสุภาพอ่อนโยน เมือง Prague เป็นสถานที่เกิดของนักดนตรีระดับโลก อย่าง Mozart และมีชื่อเสียง ในเรื่องของทางเดินอันสวยงามในเมือง ที่คู่รักสามารถใช้เวลาเดินเล่นด้วยกัน
ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่ท่องเที่ยวโรแมนติก
 อันดับที่ 3. New York ประเทศสหรัฐอเมริกา เมือง New York เหมาะสำหรับคู่รัก ที่กำลังมองหาสถานที่ที่จะใช้ ช่วงเวลาแห่งความรัก และความโรแมนติก ในหลากหลายรูปแบบ ร้านอาหาร และร้านค้าจำนวนมาก และสถานที่น่าสนใจอื่น ๆ เช่น สถานีรถไฟ Grand Central Terminal, อนุสาวรีย์เทพีสันติภาพ และสวนหย่อมขนาดใหญ่ Central Park (มีกิจกรรมคอนเสิร์ต, มีลานสเก็ตน้ำแข็ง)
ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่ท่องเที่ยวโรแมนติก
 อันดับที่ 2. Cairo ประเทศอียิปต์ เมือง Cario ก็ได้รับการกล่าวขานว่า เป็นสวรรค์บนโลกเช่นเดียวกัน (โดยเฉพาะสำหรับคู่รัก) ความงดงามและมนต์เสน่ห์ที่อยู่ในตัวเมือง คือแรงดึงดูด ให้คู่รักเดินทางมาใช้เวลาท่องเที่ยวที่นี่ด้วยกัน และปิรามิด ก็คือสิ่งที่พิเศษที่สุด ท่ามกลางความสวยงามในตัวเมือง
ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่ท่องเที่ยวโรแมนติก
 อันดับที่ 1. Mauritius Island มหาสมุทรอินเดีย สถานที่แห่งนี้ ได้รับการกล่าวขานว่า “ปลายทางสุดท้าย ที่โรแมนติกมากที่สุด” (Ultimate Romantic Destination) เกาะ Mauritius มีชื่อเสียง อย่างมาก ในหมู่คู่รักที่จะมาท่องเที่ยว หรือคู่รักที่จะมาฮันนีมูน ต้นปาล์มมากมายที่เคลื่อนที่พริ้วไหว ไปตามสายลม บรรยากาศที่สวยงามตามธรรมชาติ แนวหินปะการัง และท้องทะเลสีฟ้า เป็นส่วนหนึ่งในอีกหลาย ๆ สิ่ง ที่ทำให้สถานที่แห่งนี้สวยงามจนยากที่จะลืมเลือน

รายชื่อ 10 อันดับ เมืองที่มหาเศรษฐีอยู่มากที่สุด

  1. มอสโก ประเทศรัสเซีย จำนวน 78 คน มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด 3.33 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ย 4.28 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน




               2. นิวยอร์กซิตี้ สหรัฐอเมริกา จำนวน 57 คน มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด 2.28 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ย 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน 





               3. ลอนดอน ประเทศอังกฤษ จำนวน 39 คน มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด 1.33 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ย 3.43 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน 




               4. ฮ่องกง ประเทศจีน จำนวน 38 คน มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด 1.54 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ย 4.07 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ ต่อคน 




               5. อิสตันบูล ประเทศตุรกี จำนวน 30 คน มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด 4.87 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ย 1.62 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน 




               6. เซา เปาโล ประเทศบราซิล จำนวน 19 คน มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด 8.82 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ย 4.64 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน




               7. โซล ประเทศเกาหลีใต้จำนวน 19 คน มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด 4.53 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ย 2.38 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน




               8. มุมไบ ประเทศอินเดีย จำนวน 18 คน มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด 8.38 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ย 4.66 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน 




               9. ซาน ฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา จำนวน 18 คน มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด 3.67 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ย 2.04 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน 




               10. ดัลลัส สหรัฐอเมริกา จำนวน 17 คน มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด 5.17 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ย 3.04 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน



วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Rue de siam

Rue de siam

                                    
    The Rue de Siam (or Siam Street) is the main arterial street of Brest. Its name comes from the arrival of three ambassadors led by Kosa Pan, sent by the King of Siam on the 29th of June 1686 to meet Louis XIV in Versailles. They went with six mandarins, three translators, two secretaries and a retinue of servants, loaded with presents. They traveled on the boats l'Oiseau and La Maligne.
They crossed Saint-Pierre Street to go to the hostel of the same name. The inhabitants were so amazed that they renamed the street. The street was quite narrow before World War II.
The Rue de Siam is quoted by Jacques Prévert in his poem Barbara.

Location

From the Place de la Liberté, in the centre of Brest, the Rue de Siam runs southwest to the Recouvrance Bridge, spanning the river PenfeldRecouvrance is a working-class district, from old Brest, in contrast to the Rue de Siam where there were all the chic stores and cafés of Brest, in the years 1950-60.
There used to be l’Épée Café on the right and Les Antilles Restaurant on the left. Midshipmen and officers from all nationalities used to have an aperitif at l’Épée and then, cross the Rue de Siam to have supper at Les Antilles.

The Arc de Triomphe

ประตูชัยฝรั่งเศส (The Arc de Triomphe) เป็นอนุสรณ์สถานที่สำคัญในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่กลางจัตุรัสชาร์ลส์ เดอ โกลล์ (Place Charles de Gaulle) หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม จัตุรัสแห่งดวงดาว อยู่ทางทิศตะวันตกของชองป์-เซลิเซ่ส์ ประตูชัยแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นการสดุดีวีรชนทหารกล้าที่ได้ร่วมรบเพื่อประเทศฝรั่งเศส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสงครามนโปเลียน และในปัจจุบันยังเป็นสุสานของทหารนิรนามอีกด้วย
ประตูชัยฝรั่งเศส
ภาพประตูชัยฝรั่งเศสในยามค่ำคืน
ประตูชัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของ "แนวเส้นตรงทางประวัติศาสตร์" (L'Axe historique) ซึ่งเป็นถนนเส้นตรงจากสวนพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ไปยังชานเมืองปารีส ประตูชัยแห่งนี้ออกแบบโดยฌอง ชาลแกร็งในปี พ.ศ. 2349 โดยมียุวชนเปลือยชาวฝรั่งเศสกำลังต่อสู้กับทหารเยอรมัน เต็มไปด้วยเคราและใส่เกราะเป็นสัญลักษณ์เพื่อเป็นการปลุกใจ และเป็นอนุสรณ์สถานจนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 1
ประตูชัยฝรั่งเศสมีความสูง 49.5 เมตร กว้าง 45 เมตร และลึก 22 เมตร เป็นประตูชัยที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน แบบของประตูชัยฝรั่งเศสนี้ได้แนวความคิดมาจากประตูชัยไตตัส ประตูชัยฝรั่งเศสมีความใหญ่มาก เพราะหลังจากมีการสวนสนามในปรุงปารีสเมื่อปี พ.ศ. 2462 ชาร์ลส์ โกดฟรัว ได้ขับเครื่องบินนีอูปอร์ต (Nieuport) ผ่านกลางประตูชัยฝรั่งเศสเพื่อเป็นการสดุดีเหล่าทหารอากาศที่ได้เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1
[IMG00779:R] ประตูชัยฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในอนุสรณ์สถานที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงปารีส ได้ถูกมอบหมายให้สร้างในปี พ.ศ. 2349 หลังจากจักรพรรดินโปเลียนที่ 1ได้รับชัยชนะในยุทธการเอาสเตอร์ลิทซ์ กว่าจะวางรากฐานของการก่อสร้างก็ใช้เวลาเกือบ 2 ปีไปแล้ว และในปี พ.ศ. 2353 เมื่อจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 เสด็จกรุงปารีสจากทางทิศตะวันตกพร้อมด้วยเจ้าสาว อาร์คดัชเชสมารี หลุยส์แห่งออสเตรีย ประตูชัยฝรั่งเศสก็ถูกสร้างขึ้นด้วยไม้ในแบบจำลองเท่านั้นเอง สถาปนิกฌอง ชาลแกร็งได้เสียชีวิตลงในปี พ.ศ. 2354 ดังนั้นอูยงจึงได้ดูแลงานนี้ต่อมา ในช่วงราชวงศ์บูร์บงฟื้นฟู การก่อสร้างได้หยุดชะงักลงและไปเสร็จสิ้นในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์-ฟิลิปป์ ในระหว่าง พ.ศ. 2376 - พ.ศ. 2379 โดยสถาปนิกคือกูสต์ ต่อมาคืออูโยต์ ภายใต้การดูแลของหลุยส์-เอเตียนน์ เอริการ์ต เดอ ตูรี (Louis-Étienne Héricart de Thury)
การออกแบบ
ตั้งแต่การล่มสลายของจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ในปี พ.ศ. 2358 แล้ว ประตูชัยได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติ ซึ่งได้มีการเฉลิมฉลองกันในปีเดียวกันนั้นด้วย
แบบของประตูชัยนั้น ฌอง ชาลแกร็งเป็นผู้ออกแบบ ในรูปแบบศิลปะคลาสสิคใหม่ ที่ได้ดัดแปลงมาจากสถาปัตยกรรมโรมันโบราณ ช่างแกะสลักที่สำคัญของประเทศฝรั่งเศสนั้นก็ได้มีส่วนร่วมในรูปแกะสลักของประตูชัยฝรั่งเศสด้วย เช่น ฌอง-ปีแอร์ กอร์โตต์, ฟรองซัวส์ รูด, อองตวน เอเตกซ์, เจมส์ ปราดีเยร์และฟิลิปป์ โฌเซฟ อองรี ลาแมร์ รูปแกะสลักที่สำคัญไม่ได้เป็นลวดลายยาวบนกำแพง แต่เป็นรูปแกะสลักลอยตัวที่เป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะติดกับตัวประตูชัย
รูปแกะสลัก 4 กลุ่มบริเวณฐานประตูชัยที่สำคัญ ได้แก่ : Le Départ de 1792 (เรียกว่า La Marseillaise) โดยฟรองซัวส์ รูด
Le Triomphe de 1810 โดยฌอง-ปีแอร์ กอร์โตต์
La Résistance de 1814 โดยอองตวน เอเตกซ์
La Paix de 1815 โดยอองตวน เอเตกซ์
การดูแลรักษา
ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1960 ประตูชัยฝรั่งเศสได้มีสีดำขึ้น เนื่องจากถูกเขม่าถ่านหิน ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2508 - พ.ศ. 2509 ประตูชัยได้ถูกทำความสะอาดโดยเครื่องพ่นทราย ในปัจจุบันคราบสีดำเริ่มก่อตัวขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง
การเข้าชม
การเข้าสู่ประตูชัยด้วยการเดินเท้านั้นคือผ่านทางเดินใต้ดิน ถ้าเดินข้างบนมักจะไม่ปลอดภัยเนื่องจากจราจรอันคับคั่งบริเวณจัตุรัสชาร์ลส์ เดอ โกลล์ ประตูชัยจะมีลิฟต์ 1 ตัว นักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นบันได 284 ขั้นเพื่อขึ้นสู่ยอดประตูชัยหรือสามารถขึ้นลิฟต์ดังกล่าวและขึ้นบันไดอีก 46 ขั้นได้เหมือนกัน บนยอดของประตูชัยเป็นสถานที่ชมวิวได้สวยที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงปารีส เนื่องจากสามารถเห็นถนนใหญ่ 12 สายมาบรรจบกันยังประตูชัย (จัตุรัสชาร์ลส์ เดอ โกลล์) ได้ด้วย นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นรถไฟฟ้าแอร์เออแอร์หรือรถไฟฟ้าปารีสได้ โดยลงที่สถานีชาร์ลส์ เดอ โกลล์-เอตวล

เลขโรมัน

I  =  ๑
II = ๒
III = ๓
IV = ๔
V = ๕
VI = ๖
VII = ๗
VIII = ๘
IX = ๙
X = ๑๐
XI = ๑๑
XII = ๑๒
XIII = ๑๓
XIV = ๑๔
XV = ๑๕
XVI = ๑๖
XVII = ๑๗
XVIII = ๑๘
XIX  =  ๑๙
XX =  ๒๐
XXX =  ๓๐
XL =  ๔๐
L = ๕๐
LX = ๖๐
LXX = ๗๐
LXXX = ๘๐
XC = ๙๐
C = ๑๐๐
CC = ๒๐๐
CCC = ๓๐๐
CD = ๔๐๐
D = ๕๐๐
DC = ๖๐๐
DCC = ๗๐๐
DCCC = ๘๐๐
CM = ๙๐๐
M = ๑,๐๐๐
MM = ๒,๐๐๐
Y2K คืออะไร
                ปัญหาปี ค.ศ.2000 คือ ปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับระบบคอมพิวเตอร์และ เครื่องมือทุกชนิดที่มีส่วนการควบคุมการทำงานที่เรียกว่า Microprocesser การ ทำงานต่าง ๆ มีการคำนวณ เกี่ยวกับวันที่และเวลาในตัวของ Microprocesser ซึ่งอุปกรณ์ชิ้นส่วนนี้เราเรียกว่า RTC (Real Time Clock) หากอุปกรณ์ใดที่ไม่มี การใช้วันที่และเวลา ก็จะมีผลกระทบน้อยหรืออาจไม่มีผลกระทบจากปัญหาปี ค.ศ .2000 เลย
                เมื่อเราใช้วันที่และเวลาในการคำนวณหาค่าต่าง ๆ เช่น ดอกเบี้ย เงินฝาก การ ประกันภัย หากมีการคำนวณผิดพลาดขึ้นมาก็จะมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ และขาดความเชื่อถือจากลูกค้าธนาคาร การดำเนินการทางธุรกิจก็จะขาดความ เชื่อมั่นซึ่งมีผลเสียที่รุนแรงต่อระบบธุรกิจ
                อย่างไรก็ดี ปัญหาปี 2000 เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความเชื่อถือของระบบ และหาก ปัญหานั้นเกี่ยวกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ยิ่งต้องสร้างความน่าเชื่อถือแบบ ร้อยเปอร์เซนต์ จึงทำให้การดำเนินการแก้ปัญหาปี 2000 เป็นเรื่องยากขึ้น เพราะ ต้องสร้างความเชื่อถือทุกระดับ
                โดยดั้งเดิมนั้นมีคอมพิวเตอร์และโปรแกรมทั้งโปรแกรมระบบและโปรแกรมใช้งาน หลายระบบมีโครงสร้างการเก็บ จำนวนปีเพียง 2 หลักท้าย เช่น 89 แทน 1989 ทั้งนี้อาจเป็นเพื่อ ประหยัดเนื้อที่เก็บข้อมูลหรือประหยัดเวลาในการกรอก ข้อมูล และในบางครั้งก็อาจเป็นผล เนื่องมาจากความคิดไม่ถึง ดังนั้นเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 1999 ผ่านพ้นไป ข้อมูลที่กำหนดหรือ ป้อนเข้าไปใหม่ด้วย คศ.เพียง 2 หลัก คือ 00 ซึ่งควรหมายถึง คศ.2000 นั้นอาจถูกคอมพิวเตอร์ ตี ความว่าเป็นปีคศ.1900 ได้ ดังนั้น หากมีการประมวลผลบางประการ เช่น คิดอายุของบุคคล ผู้ที่ เกิดเมื่อ 1 มกราคม 1975 จะมีอายุจากการคำนวณ (วันเดือนปีปัจจุบัน ลบด้วย วันเดือนปีเกิด) ให้ ผลเป็น -75 ปี (อีก 75 ปีจึงจะเกิด)
                หากเป็นโปรแกรมที่มีการตรวจสอบข้อมูลผิดพลาดอาจรายงานว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือบางโปรแกรมที่ไม่ได้ ตรวจ สอบก็จะแสดงอายุ -75 ปีออกมา การคิดสวัสดิการ เงินตอบแทน จากการทำงานก็ดี การคิดดอกเบี้ยเงินกู้หรือ เงินฝากก็ดี ก็อาจเกิดความผิดพลาดได้ทั้งสิ้น สาเหตุ ของการเกิดปัญหามีได้หลายประการ เช่น เกิดจากโครงสร้างฮาร์ดแวร์ โปรแกรมระบบเช่น Operating System โปรแกรมใช้งานต่างๆ โครงสร้างฐานข้อมูล ฯล
                ในด้านฮาร์ดแวร์ ปัญหาสำคัญอยู่ที่วงจรและโครงสร้างการเก็บข้อมูลวันที่ที่ถูกสร้างขึ้น อัตโนมัติ ในระบบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ควบคุม จะมีวงจรสร้างวันที่และเวลา ซึ่งจะเดินอยู่ ตลอดเวลาสร้างวันที่และเวลาอัตโนมัติ เพื่อให้โปรแกรมใช้งานได้ใช้อ่านเพื่อนำไปประมวลผล หากวงจรดังกล่าวสร้างโครงสร้างของปีคศ.เพียง 2 หลัก ก็จะทำให้ วันที่ที่โปรแกรมจะได้รับนั้น เป็นสองหลักด้วย ปัญหาจากฮาร์ดแวร์เช่นนี้ จะส่งผลทั้งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และเครื่องมือหรือ อุปกรณ์อื่นๆ เช่น เครื่องอ่านบัตรลงเวลา เครื่องชุมสายโทรศัพท์ที่มีการบันทึกวันเวลาที่โทรเข้า -ออกเครื่องมือ หรือเครื่องควบคุมที่ต้องทำการซ่อมบำรุงหรือปรับแต่งเป็นระยะ อาจมีสัญญาณ เตือนเมื่อเกิดเงื่อนไขเวลาผิดปกติไป ปัญหาที่เกิดจากโปรแกรมระบบเช่น Operating System (OS.) เนื่องมาจากโปรแกรม Operating System (ตัวอย่าง เช่น MS.-DOS , Windows , Novell Netware , UNIX ฯลฯ) เป็นโปรแกรมตัวกลางระหว่าง โปรแกรมใช้งานกับกลไกด้านฮาร์ดแวร์ นั้น ส่วนหนึ่งได้แก่เรื่องของการดึงข้อมูลเวลา ซึ่งโปรแกรมต่างๆ เมื่อต้องการเวลาจะไม่ได้อ่าน จากวงจรฮาร์ดแวร์ของคอมพิวเตอร์ โดยตรง แต่จะอ่านผ่านโปรแกรม OS. โปรแกรม OS. ยังเป็น ส่วนที่จัดการกับการเก็บข้อมูลระบบไฟล์ด้วย
                ซึ่งเมื่อมีการบันทึกข้อมูลลงไฟล์ หรือแก้ไขไฟล์ข้อมูล OS.จะบันทึกเวลาที่ไฟล์ถูกบัน ทึกใหม่หรือแก้ไขล่าสุด ด้วย อีกประการหนึ่งคือOS. บางระบบ โดยเฉพาะสำหรับ เครื่องที่ บริการผู้ใช้หลายคน ก็จะมีข้อมูลเกี่ยวกับเวลาใช้งานของผู้ใช้ ในบางระบบจะคำนวณ เวลาที่ผู้ ใช้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อคิดค่าเช่าเวลาประมวลผล ดังนั้นหาก OS. เหล่านี้มีได้เตรียมโครง สร้างของข้อมูลเกี่ยวกับ วันที่ และวิธีการประมวลผล ให้สามารถรองรับปี คศ.จำนวน 2 หลัก แล้ว ก็จะเป็นตัวต้นเหตุก่อให้เกิดปัญหาขึ้นอย่างแน่นอน
                โปรแกรมสำหรับใช้งาน หรือที่เรียกว่า Application โปรแกรมที่ใช้ตามวัตถุประสงค์ ต่างๆ นั้นก็เป็นต้นเหตุที่สำคัญ โปรแกรมใช้งานปัจจุบันมีทั้งโปรแกรมสำเร็จรูปที่มีวัตถุ ประสงค์ใช้งานได้กว้างๆ เช่นโปรแกรมพิมพ์งาน หรือ Word Processor โปรแกรมคำนวณ Spread Sheet ฯลฯ โปรแกรมสำเร็จที่ใช้เฉพาะงานเช่น โปรแกรมบัญชี โปรแกรมระบบการผลิต โปรแกรมควบคุมคลังสินค้า ฯลฯ โปรแกรมที่สร้างเฉพาะกับหน่วยงานต่างๆ โปรแกรมในทุก ประเภทมักหนี ไม่พ้นที ่ต้องมีการใช้ข้อมูลวันที่ ทั้งในการเก็บข้อมูล การคำนวณข้อมูลซึ่งข้อมูล ที่ใช้ก็อาจเป็นข้อมูลที่ ป้อนเข้าโดยผู้ใช้โปรแกรมหรืออาจเป็นข้อมูลวันที่ที่สร้างขึ้นจากวงจร คอมพิวเตอร์ บางโปรแกรมอาจเขียนขึ้นจากภาษาที่ มีการกำหนดรูปแบบข้อมูลได้เองเช่นใน ภาษาโคบอลที่ใช้กันมากในงานธุรกิจ ข้อมูลวันที่เป็นข้อมูลที่ผู้เขียนโปรแกรมต้องกำหนด จำนวนหลักเอง หรือบางครั้งบางโปรแกรมอาจตั้งโครงสร้างการเก็บข้อมูลวันที่เป็นการเก็บคศ .เต็ม 4 หลัก แต่ในการรับเข้าข้อมูลอาจกำหนด ช่องให้ป้อน คศ. เพียง 2 หลักโปรแกรมจะเติม 19 นำหน้าเอง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้จะได้ป้อนตัวเลขน้อยๆ เช่นโปรแกรมที่สร้างจาก FoxPro ผู้เขียนโปรแกรมมักกำหนด Option Century Off คือไม่ต้องรับและแสดงหลักคศ. 2 หลัก หน้า
                ดังนั้นข้อผิดพลาดในโปรแกรม Application โดยสรุปอาจเกิดจาก การกำหนดโครง สร้างข้อมูล การสร้างส่วนป้อนเข้าข้อมูลแสดงผล หรือแม้แต่ส่วนการรับถ่ายทอดข้อ มูลกับโปรแกรมอื่นๆ วิธีการคำนวณหรือการประมวลผลที่เกี่ยวกับวันที่และช่วงเวลา และยัง ขึ้นกับ โปรแกรมบริหารฐานข้อมูลอีกด้วย โปรแกรมมากมายในปัจจุบันสร้างให้เป็นโปรแกรมที่ ใช้ระบบฐานข้อมูล Database system ซึ่งโปรแกรมใช้งานจะทำหน้าที่เพียงส่วนของการ ประมวลผล แต่การเก็บข้อมูลในอุปกรณ์บันทึกข้อมูล เช่นดิสก์ เป็นหน้าที่การจัดการของ โปรแกรมบริหารฐานข้อมูล (Database Management System-DBMS.)
                ดังนั้นโปรแกรมบริหารฐานข้อมูลและโครงสร้างฐานข้อมูลก็ เป็นอีกส่วนหนึ่งที่อาจก่อ ให้เกิดปัญหาด้านวันที่ปี 2000ได้เช่นกันและโดยเฉพาะ ในระบบฐานข้อมูลก็มักจะมีข้อมูลวันที่ ที่ระบบฐานข้อมูลนั้นจัดเตรียมให้โดยเฉพาะ ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า มีการส่งสัญญาณเตือน ให้มีการตระหนักมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง เกี่ยวกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากปี 2000 ในปัจจุบัน จึงมีแหล่งข้อมูลความรู้ให้ศึกษาเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวอยู่มาก และมีการจัดประชุมสัมมนา เกี่ยวกับวิกฤติปัญหานี้ เช่นกัน
วิธีเตรียมการแก้ปัญหา
                1. การวางแผนและกระตุ้นความสนใจ (พ.ศ .2538-2539) ท ให้ความรู้กับประชาคม โดยได้มีการสร้าง โฮมเพ็จและเอกสาร บนเครือข่ายนนทรีในเรื่อง ปัญหา ปี 2000 เพื่อให้ความรู้และกระตุ้นให้เกิด ความสนใจ ท ให้ข้อมูลและความรู้ ซึ่งได้มีการจัดทำเอกสาร เผยแพร่ สิ่งพิมพ์ โดยร่วมไปกับเอกสารเผยแพร่ ต่าง ๆ ของ มหาวิทยาลัยในหน่วยงานต่าง ๆ ท การสร้างความสนใจในหมู่ผู้บริหาร มีการเผย แพร่และให้ความรู้ใน ระดับผู้บริหาร ท การสร้างแผนการดำเนินการ มีการกำหนดแผน การดำเนินการโดยมี สำนักบริการคอมพิวเตอร์ เป็นผู้ดำเนินการหลัก
                2. สำรวจปัญหา (2540-2541) ทำการสำรวจปัญหา ต่าง ๆ ในเรื่องอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์หลักของมหาวิทยาลัย และฮาร์ดแวร์อื่น ๆ ที่กระจายอยู่ในมหาวิทยาลัย รวมทั้ง สำรวจปัญหาเกี่ยวกับระบบงานและระบบปฏิบัติการต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย ซึ่งในการนี้สำนักบริการ คอมพิวเตอร์ได้ ออกแบบสำรวจเครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟท์แวร์ และระบบงาน ต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย ตั้งแต่ปี 2541 เพื่อจะได้กำหนดนโยบายในการแก้ปัญหาต่อไป
                3. กำหนดโครงงานแก้ปัญหา ปี 2000 (2541) มหาวิทยาลัยได้กำหนดโครงการ ในการ แก้ปัญหาปี ค.ศ.2000 อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมีโครงงาน ที่ดำเนินการประกอบด้วย ท โครงการแก้ปัญหาระบบข้อมูลบริหารของ มหาวิทยาลัย ท โครงการระบบมาตรฐานการเชื่อมโยงระบบงาน ลงทะเบียนเรียนแบบออนไลน์ ท โครงการแก้ปัญหาเซิร์ฟเวอร์หลักของ มหาวิทยาลัยทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ท โครงการสัมมนาวิธีการแก้ปัญหา Y2K ท โครงการแก้ปัญหาเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยว ข้องกับ Y2K
                4. การทดสอบระบบ (พ.ศ.2542) มหาวิทยาลัย ได้เตรียมการให้ปี ค.ศ.1999 เป็นปีของ การทดสอบระบบงาน ซึ่งการทดสอบระบบงานนี้จะ เน้นกับงานทุกระบบที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัย เน้นการ ทดสอบอุปกรณ์และแก้ไขปัญหาในการเชื่อมโยง
                5. มาตรการฉุกเฉินในปี พ.ศ.2543 การดำเนินการ ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2000 อาจจะมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด มหาวิทยาลัยได้เตรียมแผนการฉุกเฉินไว้ดังนี้ ท เตรียมการแก้ไขฉุกเฉินทางเทคนิค ท เตรียมการสนับสนุนเทคนิคหน่วยงานต่าง ๆ ใน มหาวิทยาลัย